BIPOLAR โรคสับสนของคนเปราะบาง

โรคนี้มีชื่อเต็มๆ ว่า “Bipolar Disorder” กร่อนมาเรียกทับศัพท์แบบไทยๆ และใช้กันแพร่หลายว่า “ไบโพลาร์” มีการพูดถึงมาระยะหนึ่งแล้วในเมืองไทย แต่ยิ่งโด่งดังและได้รับความสนใจมากขึ้นเมื่อไม่นานนี้ จากกรณีที่นักร้องชื่อดัง ‘เสก โลโซ’ ออกมาไลฟ์สดข้ามวันข้ามคืนในโลกออนไลน์ ก่อนจะถูกคนในครอบครัววางแผนตะครุบตัวนำส่งโรงพยาบาล และยอมรับว่า เสก โลโซ ป่วยเป็นโรคไบโพลาร์มาระยะหนึ่งแล้ว อยู่ในช่วงรักษา แต่มากำเริบจนต้องจับตัวส่งโรงพยาบาลอีกครั้ง และยังบอกอีกว่าเจ้าของเพลงดัง “ใจสั่งมา” ถูกไบโพลาร์เล่นงานอย่างหนักหน่วง หากปล่อยทิ้งไว้มีสิทธิฆ่าตัวตายได้ง่ายๆ…เพื่อทำความเข้าใจกับโรคนี้ ซึ่งมีแนวโน้มเป็นกันมากขึ้น ทั้งในเมืองไทยและเมืองนอก ในหมู่คนดังดารานักร้อง และคนธรรมดาทั่วไป ‘รจริน รุจิรา’ จึงไปท่องโลกข้อมูล เก็บเกี่ยวประเด็นสำคัญๆ เกี่ยวกับไบโพลาร์มาฝากแฟนๆ เพนท์เฮ้าส์

ความรู้พื้นฐานแบบย่นย่อ

“ไบโพลาร์” หรือ “โรคอารมณ์สองขั้ว” เป็นหนึ่งในกลุ่มโรคอารมณ์ผิดปกติที่พบได้บ่อยทั่วโลก ประมาณ 1-2% และอาจสูงถึง 5% ของจำนวนประชากร ขณะที่องค์การอนามัยโลกก็ระบุว่า ไบโพลาร์เป็นโรคที่ก่อให้เกิดความสูญเสียเนื่องจากการเจ็บป่วยหรือความพิการ อันดับ 6 ของโลก
ไบโพลาร์พบได้ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย ในอัตราไม่แตกต่างกันมากนัก มักเริ่มมีอาการในช่วงผู้ใหญ่ตอนต้น และพบร่วมกับปัญหาสุขภาพจิต หรือภาวะทางจิตเวชอื่นๆ รวมไปถึงการใช้สารเสพติด เครียดหรือวิตกกังวล โรคนี้ทำให้ผู้ป่วยมีอัตราการพยายามฆ่าตัวตายสูงกว่าประชากรทั่วไปอย่างชัดเจน
ผู้ป่วยไบโพลาร์จะมีอารมณ์และพฤติกรรมเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด ในลักษณะที่แตกต่างกันคนละขั้ว เหมือนเป็นคนละคน
นั่นคือขั้ว “มาเนีย” (Mania) อารมณ์จะครื้นเครงมากกว่าปกติ รู้สึกมีความสุขมาก พูดจามีอารมณ์ขัน คึกคะนอง ความคิดสร้างสรรค์มากมาย มีโครงการต่างๆ เกินตัว เชื่อมั่นในตัวเองมากขึ้น รู้สึกคึกคัก มีกำลังวังชา นอนน้อยกว่าปกติ ใช้จ่ายสิ้นเปลือง มีพฤติกรรมการแสดงออกทางเพศมากขึ้น เมื่อถูกขัดใจจะหงุดหงิดฉุนเฉียวอย่างรุนแรง อาละวาด ก้าวร้าว และในรายที่มีอาการรุนแรงมาก อาจพบอาการหลงผิดหรือประสาทหลอนร่วมด้วย
ส่วนอีกขั้วคือ “ซึมเศร้า” (Depression) เต็มไปด้วยความรู้สึกเศร้าสร้อย หดหู่ เบื่อหน่าย ท้อแท้ มองโลกแง่ลบ จิตใจไม่สดชื่น ไม่สนุกสนานกับสิ่งที่เคยชอบ หงุดหงิดง่าย นอนไม่หลับ เบื่ออาหาร น้ำหนักลด อ่อนเพลีย เชื่องช้า เฉื่อยชา กระสับกระส่าย ความคิดอ่านช้าลง ลังเลใจ ไม่มั่นใจในตัวเอง รู้สึกว่าตนเองไม่มีคุณค่า อาจมีความคิดอยากตายหรือพยายามทำร้ายตนเองร่วมด้วย
ซึ่งอารมณ์ทั้งสองขั้วดังกล่าว จะต้องคงอยู่อย่างต่อเนื่องติดต่อกันนานเป็นสัปดาห์ ทั้งนี้ไม่ว่าจะแสดงอาการในขั้วอารมณ์ใด ล้วนจำเป็นต้องได้รับกำลังใจ และความเข้าใจจากคนรอบข้าง รวมทั้งได้รับการรักษาอย่างถูกต้องและต่อเนื่อง
ไบโพลาร์เป็นโรคที่รักษาให้หายและกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ แต่ก็สามารถกลับมาเป็นซ้ำได้ หากไม่ได้รับการเอาใจใส่ ติดตามดูแลอย่างเหมาะสม
ส่วนสาเหตุนั้น ไบโพลาร์เกิดได้จากหลายปัจจัยรวมกัน ตั้งแต่ปัจจัยด้านพันธุกรรมหรือกรรมพันธุ์ ซึ่งพบว่าเด็กที่เกิดจากพ่อหรือแม่ที่เป็นโรคนี้ มีโอกาสเป็นไบโพลาร์สูงกว่าคนทั่วไปถึง 4 เท่า และจากการศึกษาพบว่าความผิดปกติของโครโมโซมคู่ที่ 18, 21, 22 มีความสัมพันธ์กับโรคนี้อย่างชัดเจน
นอกจากนี้ ความผิดปกติของสารสื่อประสาทในสมอง ตลอดจนความเครียด การประสบกับวิกฤตชีวิตรุนแรง การติดยาหรือใช้สารเสพติด รวมทั้งปัญหาบุคลิกภาพ ล้วนส่งผลให้เกิดอาการของโรคนี้ได้ทั้งสิ้น
จากรายงานผู้ป่วยที่มารับบริการในสถานพยาบาลสังกัดกรมสุขภาพจิต ประจำปี 2556 จำนวน 156,663 ราย พบว่าเป็นไบโพลาร์ 52,852 ราย หรือประมาณ 1 ใน 3 ของผู้ที่มารับบริการทั้งหมด เป็นเพศหญิงมากกว่าเพศชาย ช่วงอายุที่พบมาก 3 อันดับแรก ได้แก่ 45-49 ปี รองลงมา 40-44 ปี และ 50-54 ปี ตามลำดับ อย่างไรก็ตาม นั่นเป็นตัวเลขเมื่อ 5 ปีก่อน ถึงปัจจุบัน เชื่อว่าจะมีจำนวนมากกว่านี้

คนดังทั้งไทยเทศ
ที่เป็นไบโพลาร์
(นอกจากเสก โลโซ)

ยิ่งนับวันคนดังที่เป็นไบโพลาร์ยิ่งมีเป็นจำนวนมาก ที่ได้รับการเปิดเผยออกมาแล้ว อาทิ ‘เอมี่ ไวน์เฮ้าส์’ (Amy Winehouse) นักร้องสาวผู้ล่วงลับ ครอบครัวของเธอเคยออกมาเผยว่า เอมี่เจ็บปวดทรมานจากโรคบุคลิกสองขั้วหรือไบโพลาร์ จนต้องเข้ารับการรักษา แต่อาการของเธอร้ายแรง จนทำให้เธอดื่มเหล้าและเสพยาอย่างหนัก เป็นสาเหตุให้เสียชีวิตขณะที่อายุยังน้อย
‘พีท เวนซ์’ (Pete Wentz) นักดนตรีหนุ่ม เป็นอีกรายที่ต้องต่อสู้กับโรคบุคลิกสองขั้ว เขาเคยให้สัมภาษณ์นิตยสารฉบับหนึ่ง ว่าตัวเองมีภาวะซึมเศร้า สลับกับภาวะคลุ้มคลั่งและไฮเปอร์ ตั้งแต่อายุ 18 ปี เมื่อรู้ตัวก็เข้ารับการรักษา และยังคงรักษาโรคนี้มาตลอด
‘รัสเซลล์ แบรนด์’ (Russell Brand) นักแสดงชาวอังกฤษ ก็ได้รับการวินิจฉัยจากจิตแพทย์ว่าเป็นไบโพลาร์ หลังจากติดยาเสพติดในปี 2002 ซึ่งอาการสองบุคลิกหรืออารมณ์สองขั้วนี้ รัสเซลล์เผยว่าเขาเป็นมาตั้งแต่อายุ 11 ปี มันทำให้เขาติดเหล้าและอาเจียนทุกครั้งหลังจากกินข้าว มันทรมานมากจริงๆ
‘บริตนีย์ สเปียร์’ (Britney Spears) ราชินีเพลงป็อปที่อกหักรักคุดครั้งใหญ่ในปี 2007 ออกมาเอ่ยปากเองว่า เธอมีอาการเหมือนคนที่มีสองบุคลิก หลังจากที่ไม่สมหวังในความรัก เธอยอมรับอาการป่วยทางจิตและเข้ารับการรักษาโรคไบโพลาร์มาจนถึงทุกวันนี้
ล่าสุด รายชื่ออีกชุดหนึ่งของดารานักร้องเมืองนอก ที่ออกมายอมรับหรือได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นไบโพลาร์ ที่เราพอคุ้นชื่อ ได้แก่ แครี่ ฟิชเชอร์ (Carrie Fisher) แคเธอรีน ซีตา-โจนส์ (Catherine Zeta-Jones) ลินดา แฮมิลตัน (Linda Hamilton) ฌอง-คล้อด แวน แดมม์ (Jean-Claude Van Damme) แพ็ตตี้ ดุ๊ก (Patty Duke) เดมี่ โลวาโต้ (Demi Lovato) ฯลฯ
ส่วนดาราไทยที่ออกมายอมรับว่าตัวเองเป็นไบโพลาร์ ได้แก่ ‘หมวย-สุภาภรณ์ คำนวณศิลป์’ และ ‘ดีเจเคนโด้-เกรียงไกรมาศ พจนสุนทร’ แม้แต่ ‘เบนซ์ เรซซิ่ง’ สามีของ ‘แพท ณปภา’ ก็มีข่าวออกมาว่าเป็นโรคนี้ ส่วนคนที่ไม่ยอมรับหรือไม่รู้ตัวว่าเป็นไบโพลาร์ก็น่าจะมีอยู่จำนวนไม่น้อย ทั้งคนดังในเมืองไทยและต่างประเทศ

9 สัญญาณเตือนภัยไบโพลาร์
(เอาไว้เช็คกับตัวเอง คนรอบข้าง
และคนที่พบเห็นในสังคม)

1.พูดเร็วพูดรัว : คนที่เป็นไบโพลาร์มักจะพูดและคิดเร็ว อีกทั้งยังคิดหลายๆ เรื่องในเวลาเดียวกัน ทำให้พวกเขาเปลี่ยนหัวข้ออย่างรวดเร็ว ยากที่จะพูดแทรกในระหว่างการสนทนา
2.มั่นใจเกินร้อย : ผู้ป่วยบางคนแสดงอาการร้อนรนมากเกินไป หรือมีความมั่นใจในตัวเองสูง รวมถึงชอบโอ้อวด และรู้สึกว่าตัวเองมีความสุขมาก นอกจากนี้ยังมีการศึกษาชิ้นหนึ่งที่เผยแพร่ในวารสาร The Journal of Research Psychology ระบุว่าคนที่เป็นโรคไบโพลาร์มีแนวโน้มจะตั้งเป้าหมายสูงขึ้นสำหรับตัวเอง และแสดงความคาดหวังที่สูงขึ้นในการบรรลุเป้าหมายนั้น
3.ต้องการนอนน้อยลง : ผู้ป่วยไบโพลาร์บางคนจะอยากนอนน้อยลง และการนอนน้อยๆ ถือเป็นเรื่องปกติสำหรับพวกเขา แต่คนที่เป็นไบโพลาร์จะไม่รู้สึกเหนื่อยในวันถัดมา ซึ่งแสดงว่าช่วงนั้นอารมณ์ของพวกเขาอยู่ในขั้ว “คลุ้มคลั่ง” (Mania) แต่ถ้าอารมณ์ของผู้ป่วยอยู่ในขั้ว “ซึมเศร้า” (Depression) ก็เป็นเรื่องปกติอีกเช่นกันที่พวกเขาจะมีอาการเหนื่อยล้ามาก หรือต้องการนอนเป็นอย่างมาก
4.ฉุนเฉียวง่าย : ไม่ว่าผู้ป่วยจะอยู่ในช่วงคลุ้มคลั่งหรือซึมเศร้า พวกเขาจะมีความอดทนต่ำ แม้แต่เรื่องเล็กๆ น้อยๆ ก็สามารถทำให้ผู้ป่วยรู้สึกรำคาญ หรือฉุนเฉียวได้อย่างง่ายดาย รวมถึงจะมีอารมณ์แปรปรวน โดยไม่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมและแรงกระตุ้น
5.ทำเรื่องที่เสี่ยงมากขึ้น : ระหว่างที่ผู้ป่วยอยู่ในช่วงคลุ้มคลั่ง พวกเขาจะมีความต้องการทางเพศเพิ่มขึ้น ดื่มแอลกอฮอล์ หรือเสพสารเสพติดมากขึ้น ใช้จ่ายเงินฟุ่มเฟือย ซึ่งมีการศึกษาพบว่า ที่ผู้ป่วยมีอาการดังกล่าวเพราะสมองส่วนที่เรียกว่า brain’s pleasure center ทำงานผิดปกติ ทำให้พวกเขาแสวงหากิจกรรมที่ทำให้ตัวเองพอใจมากขึ้น
6.ไม่มีสมาธิ : ผู้ป่วยไบโพลาร์มักจะมีจิตใจที่ว้าวุ่น เพราะขาดสมาธิในการจดจ่อกับสิ่งต่างๆ ซึ่งจะสัมพันธ์กับอารมณ์แปรปรวน ตัวอย่างพฤติกรรมของผู้ป่วย เช่น ทำงานหลายอย่างพร้อมกัน ไม่สามารถทำงานให้เสร็จได้ ผลการทำงานแย่ลง ฯลฯ
7.ชอบเข้าสังคม : คนที่ป่วยเป็นไบโพลาร์มีแนวโน้มชอบเข้าสังคมมากเกินไป ผู้ป่วยชอบอยู่รวมกับคนกลุ่มใหญ่ โดยไม่สนใจว่าจะเป็นคนแปลกหน้าหรือไม่ ที่ผ่านมาเราพบว่าการกลัวการเข้าสังคมเป็นโรคชนิดหนึ่ง แต่การศึกษาเรื่องไบโพลาร์ทำให้รู้มากขึ้นว่า การชอบเข้าสังคมมากจนผิดปกติก็ถูกจัดว่าเป็นโรคชนิดหนึ่งเช่นกัน
8.มีความต้องการทางเพศสูง : ผู้ป่วยไบโพลาร์จะมีความต้องการทางเพศสูงกว่าปกติ หรือคิดแต่เรื่องเซ็กซ์ตลอดเวลา ทำให้เกิดพฤติกรรมทางเพศที่ผิดปกติ หรือพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศตามมา
9.หุนหันพลันแล่น : ไบโพลาร์ทำให้ผู้ป่วยมีพฤติกรรมหุนหันพลันแล่น ไม่คิดหน้าคิดหลัง ตัวอย่างที่เคยปรากฏ เช่น ใช้จ่ายเงินมากกว่าปกติ ขโมยของตามร้านค้า ขาดความระวังในเรื่องเพศ ฯลฯ ทั้งนี้มีงานวิจัยพบว่าสมองของผู้ป่วยไบโพลาร์ จะจัดลำดับความสำคัญของสิ่งที่ต้องการเฉพาะหน้า ไว้สูงกว่าเป้าหมายในระยะยาว
จาก 9 ข้อที่กล่าวมา หากคุณเห็นคนรู้จัก หรือพบว่าตัวเองมีอาการดังกล่าว ไม่ควรรีรอที่จะไปพบจิตแพทย์ เพราะหากปล่อยไว้นานเกินไป อาการเหล่านี้จะรุนแรงขึ้น ส่งผลในการดำเนินชีวิตของคนที่กำลังป่วย รวมถึงส่งผลกระทบต่อคนรอบข้างตามไปด้วย
อย่างไรก็ตาม หลายคนอาจสงสัยว่า ในคนปกติก็ต้องมีการขึ้นลงของอารมณ์มากบ้างน้อยบ้างตามนิสัย แล้วเมื่อไหร่จึงเรียกว่าผิดปกติหรือเป็นโรคไบโพลาร์ คำตอบในเบื้องต้นสำหรับคำถามนี้ก็คือ “การที่จะบอกว่าป่วยแน่นอนนั้น ต้องใช้เกณฑ์การวินิจฉัยจากแพทย์ แต่โดยทั่วไปเราควรนึกถึงโรคนี้ และไปปรึกษาแพทย์เมื่อมีการขึ้นลงของอารมณ์มากกว่าคนทั่วไป หรือมากกว่าปกติที่ผ่านมาของคนๆ นั้น เป็นเวลาติดต่อกัน 4-7 วัน มีความผิดปกติของการกินการนอนร่วมด้วย รวมไปถึงมีพฤติกรรมที่ส่งผลกระทบต่อการทำงานหรือความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง”

ฉันเป็นไบโพลาร์หรือเปล่า
(ตัวอย่างของคนที่กังวล
และคำตอบของจิตแพทย์)

ตัวอย่างถามตอบต่อไปนี้ ได้มาจากเว็บไซต์ทางการแพทย์เว็บไซต์หนึ่ง ซึ่งคงยินดีที่จะให้นำมาเผยแพร่ต่อ เพื่อเป็นวิทยาทาน และแนวทางในการตรวจสอบตัวเองของผู้ที่ไม่แน่ใจในเรื่องนี้
คำถาม : หนูมีอาการเศร้าๆ ซึมๆ อารมณ์เหมือนจะร้องไห้อยู่ตลอดเวลา มีอะไรมากระทบนิดหน่อยก็เฟลๆ ซึมไป นอนไม่หลับ ขอบตาดำ มีอาการง่วง แต่พอจะนอนก็เหมือนมีเรื่องคิดในหัว แล้วก็นอนไม่หลับ ยิ่งช่วงใกล้รอบเดือน ร้องไห้ตลอดเวลา ซึมตลอดเวลา เป็นมาเดือนหนึ่งได้แล้ว ไม่ค่อยอยากคุยกับใคร อยากนอนในห้องเงียบๆ ฟังเพลงร้องไห้คนเดียว ชอบคิดมาก โทษตัวเอง มองทุกอย่างในตัวเองลบไปหมด แต่พออยู่กับผู้คนเยอะๆ เราก็จะทำตัวสดใสปกติ อาจมีแอบหน้าบึ้งบ้าง อารมณ์เสียง่าย บางวันก็จะอารมณ์ดีจริงๆ ตอนกลางวันทั้งวัน แต่พอดึกก็เหมือนเดิม ปกติเราเป็นคนคิดมาก คิดทุกเรื่อง เก็บทุกเรื่องตั้งแต่เด็กๆแล้ว เป็นคนไม่ค่อยพูด ไม่เล่าชอบ เก็บไว้คนเดียว เราควรทำยังไงดี เราอยากสดใส นอนหลับสบาย โดยที่ไม่ต้องพยายามหาเรื่องมาคิด
คำตอบของแพทย์ : ต้องเรียนเจ้าของคำถามอย่างนี้ ภาวะสองขั้วหรือไบโพลาร์ จะมีอาการเกี่ยวกับภาวะซึมเศร้า และภาวะที่รู้สึกว่าตัวเองมีพลัง การที่จะวินิจฉัยต้องมีภาวะดังนี้คือ ภาวะที่มีพลังจะเป็นช่วงที่มีความรู้สึกว่าต้องการใช้จ่ายอย่างไม่มีเหตุผล และมีพลังมาก อยากจะทำอะไรมาก แต่ว่าทำไม่สำเร็จ เพราะพอจะทำได้ก็เกิดภาวะซึมเศร้าขึ้นมาก่อน ทำให้ไม่สามารถทำงานสำเร็จได้ นอกจากนี้อาจมีความต้องการทางเพศสูง และไม่ระวังเรื่องการมีเพศสัมพันธ์ คืออาจจะไม่ป้องกัน หรือเมื่อตกอยู่ในภาวะซึมเศร้าจะเป็นมาก จนไม่สามารถที่จะทำอะไรได้เลย อาจจะนอนแบบไม่ทำอะไรเลยเป็นเวลาหลายวัน ไม่ต้องการกินอาหาร ดังนั้นจะต้องมีอาการเหล่านี้ชัดเจนถึงจะเข้าข่ายไบโพลาร์ ทางที่ดีที่สุดแนะนำให้ไปพบจิตแพทย์อีกครั้ง

การรักษาไบโพลาร์

สำหรับคนที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคนี้แล้ว การรักษาโดยทั่วไป แพทย์จะให้ยาและคำแนะนำเกี่ยวกับโรคและยา รวมถึงการดูแลตนเองในด้านต่างๆ ควบคู่ไปด้วย ซึ่งผู้ป่วยส่วนใหญ่จะหายจากอาการใน 2-8 สัปดาห์ และกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้เหมือนก่อนป่วย แต่ในบางรายอาจต้องทำจิตบำบัดร่วมด้วยเพื่อขจัดความเครียด และลดความขัดแย้งกับคนรอบข้างที่เป็นสาเหตุของความเครียด
เนื่องจากโรคนี้เกิดจากสารสื่อประสาทที่ไม่สมดุล จึงต้องใช้ยาปรับสภาพสารสื่อประสาท ปัจจุบันมียาควบคุมอารมณ์หลายชนิดที่มีประสิทธิภาพดี ยากลุ่มนี้ไม่ใช่ยากล่อมประสาทหรือยานอนหลับ ไม่ทำให้ติดยาเมื่อใช้ในระยะยาว แต่มักต้องใช้เวลา 2-4 สัปดาห์จึงจะเห็นผล
นอกจากยาควบคุมอารมณ์ แพทย์อาจใช้ยากลุ่มอื่นร่วมด้วย เพื่อประสิทธิภาพในการรักษาที่ดีขึ้น ยาทางจิตเวชก็เหมือนกับยาอื่นที่ทุกตัวจะมีผลข้างเคียง แต่อาการและความรุนแรงจะต่างกัน ผลข้างเคียงส่วนใหญ่จะไม่เป็นอันตรายมาก ผู้ป่วยควรพูดคุยกับแพทย์เพื่อเลือกยาที่เหมาะสม และปรึกษาแพทย์ถ้ามีอาการข้างเคียง สำหรับสตรีมีครรภ์และให้นมบุตร ควรคุยกับแพทย์ถึงประเด็นเหล่านี้ด้วย
อย่างไรก็ตาม โรคนี้มีอัตราการเป็นซ้ำสูงถึง 90% ฉะนั้นโดยทั่วไปหลังจากหายแล้ว แพทย์มักแนะนำให้กินยาต่อไปอย่างน้อย 1 ปี เพื่อป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำ หรืออาจให้กินยานานกว่านี้ ขึ้นกับจำนวนครั้งที่เคยเป็นและความรุนแรงในครั้งก่อนๆ เพราะยาไม่ได้ทำให้สมองเสื่อมลง แต่การป่วยซ้ำหลายๆ ครั้งทำให้สมองแย่ลงได้
สรุปว่าโรคนี้รักษาหายได้ และสามารถกลับไปเรียนหรือทำงานได้ตามเดิม เมื่อมีปัญหาด้านสุขภาพจิต อย่ากลัวหรืออาย หมอทุกคนยินดีให้คำแนะนำและรักษา สะดวกที่ไหน ติดต่อได้ตามสถานพยาบาลทั่วประเทศ หรือที่หน่วยตรวจโรคจิตเวชศาสตร์ ตึกผู้ป่วยนอก ชั้น 7 รพ.ศิริราช เวลา 08.30-16.00 น. โทร. 0-2411-3405, 0-2419-7373
…..

(ล้อมกรอบ)

FYI
ศูนย์ปรึกษาปัญหาทางจิตเวช
ปรึกษาได้ทุกโรครวมทั้งไบโพลาร์

กลุ่มสายด่วน
-สายด่วนสุขภาพจิต โทร. 1323 (โทร. ปรึกษาได้ตลอด 24 ชั่วโมง)
-สายด่วนสุขภาพจิต โรงพยาบาลราชวิถี โทร. 0-2354-8152
-สมาคมสะมาริตันส์แห่งประเทศไทย มีบริการอาสาสมัคร ‘รับฟังด้วยใจ’ ติดต่อได้ที่ โทร. 0-2713-6793 ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 12.00-22.00 น.

กลุ่มให้คำปรึกษาทางโซเชียลมีเดีย
-เฟซบุ๊ก “สายด่วนสุขภาพจิต 1323”
-เฟซบุ๊ก “The Samaritans of Thailand สมาคมสะมาริตันส์แห่งประเทศไทย”
-แอปพลิเคชั่น “see doctor now” สามารถโหลดได้ทั้งระบบ iOS และ Android

หรือสอบถามที่โรงพยาบาลและคลินิกใกล้บ้าน ว่ามีจิตแพทย์คอยให้คำปรึกษาและตรวจรักษาหรือไม่ ให้บริการวันไหนเวลาใด สำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 13 ปี และเด็กวัยรุ่นอายุไม่เกิน 18 ปี สามารถเข้าพบจิตแพทย์ได้ที่ “สถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์” ได้โดยตรง