ควันหลงจาก “บุพเพสันนิวาส”

ละครฮิตติดลมบนจนเรตติ้งกระฉูดจบไปแล้ว แต่ดูเหมือนกระแส “บุพเพสันนิวาสฟีเวอร์” จะยังไม่จบลงง่ายๆ โดยเฉพาะแฟชั่นการแต่งกายชุดไทย การซื้อหาหนังสือประวัติศาสตร์สมัยสมเด็จพระนารายณ์มาอ่าน และการท่องเที่ยวไปชมสถานที่ที่เป็นฉากหลัง ตลอดจนร่องรอยของบุคคลที่เคยมีตัวตนจริงๆ ในละครย้อนยุคที่มีคนติดกันงอมแงมทั่วบ้านทั่วเมือง ไม่เฉพาะเมืองไทยแต่โกอินเตอร์ไปดังไกลถึงเมืองนอกหลายประเทศ
นอกจากนั้น บางคำจากละครก็กลายเป็นคำฮิตติดปาก เอามาพูดกันเป็นที่สนุกสนาน เช่น “ออเจ้า” และบางคำก็ล่วงล้ำเข้ามาอยู่ในข่าย “เซ็กซี่โซน” ซึ่งแจ๊ซซี่อยากยกมาพูดถึงในฐานะควันหลงจากละครบุพเพสันนิวาส โดยขอหยิบยกบางส่วนในข้อเขียนของ ‘ดร. อภิลักษณ์ เกษมผลกูล’ อาจารย์สาขาวิชาภาษาไทย คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล มาเล่าให้ฟังถึงที่มาของคำๆ นี้…คำที่ว่าก็คือ “โล้สำเภา”
ดร.อภิลักษณ์ นำความรู้จากการศึกษาค้นคว้ามาบอกเราว่า “โล้สำเภา” เป็นความเปรียบที่ใช้ในวรรณคดีไทยสมัยรัตนโกสินทร์ กล่าวถึงบทอัศจรรย์ หรือ “บทสังวาส” คือบทเข้าพระเข้านางนั่นเอง
คนไทยแต่โบราณมีศิลปะในการใช้ภาษา เล่าบทร่วมรักได้อย่างอัศจรรย์ใจ โดยใช้ธรรมชาติและสิ่งรอบกายเปรียบเทียบ ไม่กล่าวตรงๆ ให้ดูหยาบจนเก้อไป
“รอมแพง” (ผู้เขียนบุพเพสันนิวาส) สร้างความโรแมนติกให้แก่หนุ่มสาวชาวอยุธยาคู่นี้ ด้วยสำนวนโบราณดูเข้าที แม้คนส่วนใหญ่ไม่คุ้นหู แต่ก็เดาทางหรือ “ตีท่า” จากคำได้ไม่ยาก ทั้งในนวนิยายยังได้แทรกคำประพันธ์บทอัศจรรย์ไว้ตามอย่างขนบวรรณคดีว่า
“โล้สวาทวาดใบสำเภาพลิ้ว
ระเรื่อยลิ่วคลองแคบคละขัดขึง
น้ำเจือน้อยค่อยวางทางติดตรึง
ขยับหายโยกคลึงคราคลื่นมา
เมื่อผ่านช่องเข้าอ่าวคราน้ำขึ้น
พอหายมึนสอดสั่งทั้งซ้ายขวา
ข้ามนทีสรวงสวรรค์​ทุกชั้นฟ้า
สมอุราซ่านซบสยบทรวง”
การใช้ความเปรียบ “โล้สำเภา” หรือ “สำเภา” นี้ ปรากฏในวรรณคดีเก่าหลายเรื่อง แต่พบหลักฐานในสมัยรัตนโกสินทร์ทั้งสิ้น
นอกจากนั้นในข้อเขียนชิ้นเดียวกัน ดร.อภิลักษณ์ ยังยกบทอัศจรรย์ในเสภาขุนช้างขุนแผน มาเป็นตัวอย่างของความเปรียบ “โล้สำเภา” อีกชิ้นหนึ่ง ในตอนที่เป็นฉากคืนแต่งงานของพลายแก้วกับนางบัวคลี่ ซึ่งพลายแก้วเข้ามานัวเนีย แต่นางบัวคลี่ขัดเขินตามประสาคนไม่เคยร่วมประเวณีกับใคร กวี (ครูแจ้ง) พรรณนาว่า
“เกิดพยับพยุห์พัดอัศจรรย์
สลาตันเป็นระลอกกระฉอกฉาน
ทะเลลึกดังจะล่มด้วยลมกาฬ
กระทบดานกระแทกดังกำลังแรง
สำเภาจีนเจียนจมด้วยลมซัด
สลุบลัดเลียบบังเข้าฝั่งแฝง
ไหหลำแล่นตัดแหลมแคมตะแคง
ตลบตะแลงเลาะเลียบมาตามเลา
ถึงปากน้ำแล่นส่งเข้าตรงร่อง
ให้ขัดข้องแข็งขืนไม่ใคร่เข้า
ด้วยร่องน้อยน้ำคับอับสำเภา
ขึ้นติดตั้งหลังเต่าอยู่โตงเตง
พอกำลังลมจัดพัดกระโชก
กระแทกโคกกระท้อนโขดเรือโดดเหยง
เข้าครึ่งลำหายแคลงไม่โคลงเคลง
จุ้นจู๊เกรงเรือหักค่อยยักย้าย
ด้วยคลองน้อยเรือถนัดจึงขัดขึง
เข้าติดตรึงครึ่งลำระส่ำระสาย
พอชักใบขึ้นกบรอกลมตอกท้าย
ก็มิดหายเข้าไปทั้งลำพอน้ำมา
พอฝนลงลมถอยเรือลอยลำ
ก็ตามน้ำแล่นล่องออกจากท่า
ทั้งสองเสร็จสมชมชื่นดั่งจินดา
ก็แนบหน้าผาสุกมาทุกวัน”
เห็นภาพกันมั้ยเจ้าคะออเจ้า (คริๆ)