Sexual Harassment “การคุกคามทางเพศ” #NeverOK

เมื่อพูดถึงสิ่งที่เรียกว่า “การคุกคามทางเพศ” ซึ่งบางคนชอบพูดทับศัพท์ภาษาอังกฤษว่า “เซ็กชวล ฮาราสส์เมนต์” (Sexual Harassment) หลายคนคิดว่าพฤติกรรมด้านลบทำนองนี้มีแต่ผู้หญิงเท่านั้นที่ตกเป็นเหยื่อ ซึ่งต้องบอกว่าเข้าใจผิด…เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้อง และความรู้พอสังเขปในเรื่องนี้ “รจริน รุจิรา” อาสาไปค้นคว้าหาข้อมูลจากหลายแหล่ง เอามาปะติดปะต่อเรียบเรียงให้อ่านกัน พอเพลินๆ และเห็นภาพกว้างๆ ของภัยใกล้ตัวที่เกิดขึ้นได้ทุกสถานที่ในโลกออฟไลน์ และทุกซอกมุมของโลกออนไลน์

นิยามและความหมาย

ยังมีคนอีกไม่น้อยที่เข้าใจว่า “การคุกคามทางเพศ” หมายถึงการ “ล่วงละเมิด ข่มขืนผู้อื่นอย่างไม่เต็มใจ” ซึ่งในความหมายที่แท้จริงนั้น มิได้มีความหมายรุนแรงถึงขนาดนั้น แต่คำว่า “คุกคามทางเพศ” มีความละเอียดอ่อนมากกว่า
“การคุกคามทางเพศ” ถือเป็นปัญหาหนึ่งในสังคม แม้จะเป็นการกระทำที่อาจจะไม่ได้ส่งผลรุนแรงทางด้านร่างกาย แต่เป็นการล่วงเกินทางด้านวาจา สายตา การกระทำ รวมไปถึงการแสดงออกทั่วไปที่มีลักษณะเข้าข่ายการคุกคามทางเพศ ที่ดูแล้วขาดความงดงาม เช่น การฉวยโอกาสสัมผัสร่างกายผู้อื่นอย่างมีนัยทางเพศ การตั้งใจยืนหรือนั่งใกล้ชิดเกินไป การพูดจาหยอกล้อหยาบคาย พูดเกี้ยวพาราสี การใช้สายตาลวนลาม ฯลฯ ซึ่งการกระทำของ “ผู้กระทำ” เป็นสิ่งที่ไม่พึงประสงค์ของผู้ถูกกระทำ
ตัวอย่างของการปฏิบัติที่ไม่เหมาะสม ซึ่งเข้าข่าย “การคุกคามทางเพศ” อาทิ
1.จับเนื้อต้องตัว จับก้น หน้าอก รวมทั้งส่วนอื่นๆ ของร่างกาย โดยที่ไม่ได้รับการเชื้อเชิญ หรือยินยอมอย่างเต็มใจของอีกฝ่าย
2.พูดจาลวนลามเรื่องเซ็กซ์ ทำให้เกิดความกระอักกระอ่วนใจ เช่น พูดหยอกล้อเรื่องหน้าอกของผู้หญิง เรื่องอวัยวะเพศของผู้ชาย
3.บังคับหรือชักชวน ให้ไปออกเดทหรือนอนด้วย
4.จ้องมองเรือนร่างอย่างหื่นกระหาย
5.พูดจาหรือทำกิริยาดูถูก เหยียดหยาม กีดกัน และรังเกียจความเป็นเกย์หรือเลสเบี้ยน
สรุปก็คือ การคุกคามทางเพศเกิดขึ้นได้หลากหลายรูปแบบ ผู้ถูกกระทำและผู้กระทำเป็นได้ทั้งผู้หญิง ผู้ชาย เพศที่สาม และไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นการคุมคามเพศตรงข้ามเสมอไป
ในสำนักงานไม่ว่าภาครัฐหรือเอกชน ซึ่งเป็นสถานที่ที่เกิดการคุกคามทางเพศอย่างแพร่หลาย ผู้คุกคาม หรือผู้กระทำ อาจเป็นหัวหน้า ตัวแทนพนักงาน หัวหน้าฝ่ายอื่น เพื่อนร่วมงาน หรือคนที่เกี่ยวข้องกับที่ทำงานแต่ไม่ใช่พนักงาน
นอกจากนั้นในหลายกรณี ผู้ถูกกระทำอาจไม่ใช่เหยื่อของการคุกคามโดยตรง แต่เป็นผู้ได้รับผลกระทบจากการคุมคามนั้น ที่สำคัญ พฤติกรรมที่เข้าข่าย “การคุกคาม” ต้องเป็นการกระทำอันไม่เป็นที่ต้องการของอีกฝ่าย หากตกอยู่ในสถานการณ์ดังกล่าว ผู้ถูกคุกคามควรบอกกับผู้ที่กำลังคุมคามว่า ไม่ต้องการการกระทำแบบนั้น และบอกให้หยุดกระทำ ถ้าไม่หยุด-ผู้ถูกคุกคามควรปฏิบัติตามขั้นตอนของการแจ้งปัญหา เช่น แจ้งให้หัวหน้า ผู้รับผิดชอบงานทราบ เป็นต้น

คนดังในฮอลลีวู้ด
จุดประเด็นให้แพร่ลามไปทั่วโลก

เมื่อไม่นานนี้ เกิดกระแสที่ผู้หญิงทั่วโลกร่วมกันติดแฮชแท็ก #MeToo ที่แปลว่า “ฉันด้วย” ไปทั่วสื่อสังคมออนไลน์ เพื่อแสดงพลังต่อต้านการคุกคามทางเพศ หลังเกิดกรณีดาราสาวหลายคนออกมาแฉพฤติกรรมไม่เหมาะสมของ “ฮาร์วีย์ ไวน์สตีน” โปรดิวเซอร์หนังคนดังแห่งฮอลลีวู้ด กระแสนี้เริ่มจาก “อลิซซา มิลาโน” นักแสดงสาวชื่อดัง ได้โพสต์ข้อความผ่านทวิตเตอร์ สนับสนุนให้ผู้หญิงร่วมกันติดแฮชแท็ก #MeToo เพื่อเล่าประสบการณ์การถูกคุกคามทางเพศ หรือถูกล่วงละเมิดทางเพศ สะท้อนให้สังคมเห็นว่า พวกเธอรู้สึกและเข้าใจถึงความสำคัญของปัญหานี้ หลังจาก “มิลาโน” ทวีตข้อความดังกล่าว มีคนรีทวีตหรือตอบกลับเพื่อแบ่งปันประสบการณ์ของพวกเธอหลายหมื่นราย ทั้งใน Facebook, Twitter และ Instagram โดยในจำนวนนั้นมีบุคคลที่มีชื่อเสียงอีกหลายคน เช่น “เลดี้ กาก้า” นักร้องสาวตัวแม่ “เจมี่ คิง” นักแสดงหญิงและนางแบบชาวอเมริกัน รวมไปถึง “สเตลลา ครีซี”  สมาชิกรัฐสภาพรรคแรงงานของอังกฤษ
กระแสการเคลื่อนไหวดังกล่าว เกิดขึ้นหลังกรณีอื้อฉาวของ “ฮาร์วีย์ ไวน์สตีน” ที่ถูกกล่าวหาว่ามีพฤติกรรมไม่เหมาะสม คุกคามทางเพศพนักงานหญิงในบริษัท รวมถึงนักแสดงหญิงที่เคยร่วมแสดงภาพยนตร์ของเขากว่า 50 คน
นอกจากจุดกระแสให้สาวๆ ออกมาเปิดปากบอกเล่าประสบการณ์อันขมขื่น เพื่อต่อต้านการคุกคามทางเพศ กรณีดังกล่าวยังส่งผลให้โปรดิวเซอร์คนดังสูญเสียชื่อเสียงและภรรยา อีกทั้งยังถูกถอดจากการเป็นสมาชิกในสถาบันศิลปะและวิชาการทางภาพยนตร์ ผู้จัดงานประกาศรางวัลตุ๊กตาทอง “อะคาเดมี อวอร์ดส์” หรือ “ออสการ์” อีกด้วย

นิตยสาร TIME
ช่วยตอกย้ำความสำคัญของประเด็นนี้

ทุกๆ ปี นิตยสารไทม์จะมีการยกย่องบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่สร้างผลกระทบมากที่สุดในปีนั้นๆ ให้เป็น “บุคคลแห่งปี” ซึ่งในปีนี้นิตยสารไทม์ยกให้ “เหยื่อคุกคามทางเพศ” เป็นบุคคลแห่งปี 2017 ไทม์เรียกคนกลุ่มนี้ว่า “ไซเลนซ์ เบรกเกอร์” (Silence Breakers) และภาพปกของนิตยสารฉบับ “บุคคลแห่งปี” ก็เป็นรูปหมู่ของบุคคลที่มีชื่อเสียง เช่น แอชลีย์ จัดด์, เทเลอร์ สวิฟต์ รวมถึง ซูซาน ฟาวเลอร์ อดีตวิศวกรของอูเบอร์ ซึ่งล้วนเป็นผู้ที่ออกมาเปิดเผยว่าเคยถูกคุกคามทางเพศ
การออกมาเปิดเผยเรื่องราวการตกเป็นเหยื่อการคุกคามทางเพศทั้งหญิงและชาย โดยเฉพาะกรณีของโปรดิวเซอร์ฉาว “ฮาร์วีย์ ไวน์สตีน” ที่เป็นข่าวสั่นสะเทือนไปทั่วฮอลลีวู้ด ทำให้เกิดกระแสบนสังคมออนไลน์ที่ผู้คนทั่วโลกตื่นตัวกับปัญหานี้ และกล้าที่จะบอกเล่าเรื่องราวของตัวเอง จนทำให้แฮชแท็ก #MeToo ที่ถูกตั้งขึ้นเมื่อ 10 ปีก่อน โดยนักเคลื่อนไหวชื่อ “ทารานา เบิร์ก” ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายอีกครั้ง
“เอ็ดเวิร์ด เฟลเซนธัล” บรรณาธิการนิตยสารไทม์ บอกว่า แฮชแท็ก #MeToo เป็นตัวกระตุ้นที่ทรงพลัง และถูกใช้รวมกันหลายล้านครั้งใน 85 ประเทศ

ผลสำรวจที่น่าตกใจ
70 % ของสาวอเมริกัน
เคยถูกคุกคามและล่วงละเมิดทางเพศ

ในช่วงที่เรื่องนี้กำลังโด่งดังและร้อนแรง สื่อของอังกฤษอย่าง “เดอะ การ์เดียน” รายงานว่า กรณีของไวน์สตีนเป็นเพียงปลายยอดภูเขาน้ำแข็ง เพราะการคุกคามทางเพศที่เกิดขึ้นในวงการบันเทิงและสื่อต่างๆ ในโลกตะวันตกนั้นมีจำนวนมากมาย ทั้งยังหยั่งรากลึกในสังคมมากกว่าที่เป็นข่าว และผู้ที่ถูกคุกคามทางเพศส่วนใหญ่เลือกที่จะไม่ร้องเรียนหรือเปิดเผยเรื่องนี้กับใคร
เดอะ การ์เดียน อ้างอิงผลสำรวจความคิดเห็นของผู้หญิงอเมริกัน 1,000 คน ที่จัดทำโดยสถาบันยูกอฟโพลของสหรัฐฯ เมื่อปี 2013 พบว่าผู้ตอบแบบสอบถามร้อยละ 70 เคยถูกคุกคามและล่วงละเมิดทางเพศ แต่มีเพียงร้อยละ 27 เท่านั้นที่ยื่นเรื่องร้องเรียนหรือดำเนินคดี  เหตุผลของความเงียบน่าจะเหมือนกันทั่วโลก นั่นคือผู้ก่อเหตุส่วนใหญ่มักเป็นบุคคลที่มีตำแหน่งสูง มีอำนาจตัดสินใจในเรื่องต่างๆ ที่อาจส่งผลกระทบต่อผู้เสียหาย หลายคนกลัวว่าจะตกงาน จึงไม่กล้าร้องเรียน ซึ่งในกรณีของไวน์สตีนก็เช่นกัน เพราะเขามักจะลวนลามนักแสดงหน้าใหม่และลูกจ้าง ซึ่งเกือบทั้งหมดเป็นผู้มีสถานะทางสังคมที่ด้อยกว่า ส่วน “เกรทเชน คาร์ลสัน” อดีตผู้ประกาศหญิงของสถานีโทรทัศน์ฟ็อกซ์นิวส์ ของสหรัฐฯ ซึ่งออกมาเปิดโปงการคุกคามทางเพศของ “โรเจอร์ เอลส์” อดีตผู้บริหารฟ็อกส์นิวส์ จนทำให้เอลส์ต้องลาออกจากตำแหน่ง แนะนำว่าถ้ามีการลวนลามหรือการคุกคามทางเพศเกิดขึ้นในองค์กร จะต้องมีการบันทึกเหตุการณ์อย่างเป็นลายลักษณ์อักษร และผู้ที่ถูกลวนลามควรคุยกับเพื่อนร่วมงานที่ไว้ใจ หรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญทางกฎหมายก่อนจะตัดสินใจดำเนินคดี  อย่างไรก็ตาม คาร์ลสันเตือนผู้ที่คิดจะฟ้องร้องดำเนินคดีผู้คุกคามและล่วงละเมิดทางเพศให้เผื่อใจไว้ด้วย ว่าอาจจะต้องเผชิญหน้ากับแรงกดดันอย่างหนัก โดยเฉพาะในกรณีที่ผู้ก่อเหตุเป็นบุคคลที่มีอำนาจมากกว่า ผู้ร้องเรียนอาจสูญเสียทั้งชื่อเสียงและหน้าที่การงาน รวมถึงถูกสังคมรอบข้างซ้ำเติม เพราะมองว่าผู้ที่ออกมาเปิดโปงเรื่องนี้เป็นตัวสร้างปัญหา ซึ่งวิธีคิดดังกล่าวเป็นสิ่งที่คนในสังคมต้องตระหนักและหาทางแก้ไข
ก่อนหน้านี้มีคนดังในโลกตะวันตกหลายคนถูกสอบสวนในคดีลวนลามและคุกคามทางเพศ ไม่ว่าจะเป็นดารานักร้องดังอย่าง “บิล คอสบี” หรือพิธีกรคนดังของบีบีซีอย่าง “เซอร์จิมมี ซาวิลล์” รวมถึง “โดนัลด์ ทรัมป์” ประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนปัจจุบัน ซึ่งเคยทำรายการเรียลิตี้โชว์ และถูกกล่าวหาว่าลวนลามผู้หญิงหลายคน  เมื่อมีการเปิดโปงกรณีไวน์สตีนซึ่งเป็นผู้สนับสนุนพรรคเดโมแครต ทำให้ผู้สนับสนุนพรรครัฐบาลรีพับลิกันจำนวนมาก ใช้กรณีดังกล่าวโจมตีพรรคฝ่ายค้าน ซึ่งคาร์ลสันยืนยันว่า “การคุกคามทางเพศไม่เกี่ยวกับการเมือง” แต่เป็นเรื่องของความเหลื่อมล้ำทางอำนาจ และผู้ที่คุกคามทางเพศก็มีอยู่ในทุกองค์กร ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายขวาหรือฝ่ายซ้าย

ของไทยก็รุนแรง
ทั้งออฟไลน์และออนไลน์

ในโลกออฟไลน์ แม้จะเป็นการสำรวจเมื่อหลายปีก่อน แต่ต้องยอมรับว่าสถานการณ์การกระทำความรุนแรงต่อเด็กและสตรีในประเทศไทย มีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างน่าวิตก ตัวเลขของศูนย์ช่วยเหลือแห่งหนึ่งรายงานว่า ตลอดปี 2556 ศูนย์ฯ ได้ช่วยเหลือเด็กและสตรีที่ถูกกระทำรุนแรง รวม 31,966 ราย เฉลี่ยวันละ 87 ราย หรือชั่วโมงละ 3 ราย ซึ่งไม่รู้ว่ามีอีกจำนวนเท่าไหร่ ที่ถูกกระทำแต่ไม่กล้าเปิดเผย หรือไปขอความช่วยเหลือจากศูนย์อื่น
ย้ำอีกครั้งว่าลักษณะของการคุกคามหรือการล่วงละเมิดทางเพศนั้นมีมากมาย เช่น การสัมผัสที่ไม่พึงประสงค์หรือการจูบ, ข่มขู่หรือบังคับให้มีเพศสัมพันธ์ หรือกิจกรรมทางเพศที่เกี่ยวข้อง, การแสดงอวัยวะเพศ เช่นโชว์ของลับ, การสะกดรอยตาม, การจับตามองคนอื่นเมื่อเปลือยกายหรือมีกิจกรรมทางเพศ  การโพสต์รูปภาพทางเพศบนอินเทอร์เน็ตโดยปราศจากความยินยอม, การใส่ยาในเครื่องดื่มหรือการใช้ยาเสพติดและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพื่อลดหรือทำลายให้เสียความสามารถของบุคคลในการเลือกเกี่ยวกับการมีเพศสัมพันธ์ หรือกิจกรรมทางเพศของอีกคนหนึ่ง, การมีเพศสัมพันธ์กับคนที่กำลังนอนหลับ  แม้แต่การพูดลามกหรือพูดตลกลามก เล่าเรื่องหรือแสดงลักษณะเกี่ยวกับเพศซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของรูปแบบการข่มขู่บังคับ การทำให้อับอาย หรือการเอาเปรียบ, การข่มขืน (การใช้วัตถุใดก็ตามสอดเข้าไปในอวัยวะเพศ หรือทวารก็ตาม)  การคุกคามและล่วงละเมิดทางเพศส่วนใหญ่เป็นการกระทำที่ผู้ชายกระทำต่อผู้หญิงและเด็ก แต่การถูกล่วงละเมิดทางเพศก็ยังหมายถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับผู้ชาย โดยการกระทำจากผู้ชายอีกคนด้วยเช่นกัน ส่วนในโลกออนไลน์นั้น ผลสำรวจชี้ว่าวัยรุ่นไทยร้อยละ 40 เคยถูกคุกคามทางเพศออนไลน์ แพทย์ห่วงกระทบทั้งร่างกายและจิตใจ ตำรวจแจงกฎหมายคุ้มครองแต่ควบคุมยาก ผู้เชี่ยวชาญชี้กฎหมายมีช่องโหว่ แนะทางแก้ต้องปลูกฝังเรื่องสิทธิตั้งแต่เด็ก รายงานข่าวของนักศึกษาชิ้นหนึ่ง พบปัญหาการคุกคามทางเพศผ่านสื่อออนไลน์กำลังระบาดในหมู่วัยรุ่น โดยมีทั้งการใช้ข้อความคุกคาม ส่งภาพ/วิดีโอลามก ตัดต่อภาพไปเผยแพร่ในสื่อสังคมออนไลน์ หรือชักชวนให้แสดงกิจกรรมทางเพศ พวกเขาจึงได้ทำการสำรวจแบบสอบถามออนไลน์กับวัยรุ่นไทย อายุ 10 – 24 ปี จำนวน 153 คน ผลการสำรวจพบว่า วัยรุ่นที่ตอบแบบสอบถามร้อยละ 40 เคยมีประสบการณ์ถูกคุกคามทางเพศออนไลน์ นอกจากนี้ผู้ที่ตอบว่าถูกคุกคาม ร้อยละ 21.5 ยังระบุว่าถูกคุกคามเป็นประจำ (มากกว่าเดือนละครั้ง) เพศที่ถูกคุกคามมากที่สุด ได้แก่ กลุ่มหลากหลายทางเพศ (LGBTQ: Lesbian, Gay, Bisexual, Transgender, Queer) ที่เปิดเผยตัวตน ร้อยละ 47.4, รองลงมาคือกลุ่มหลากหลายทางเพศที่พยายามปกปิด ร้อยละ 41.9, เพศหญิงร้อยละ 37.3 และเพศชายร้อยละ 33.5  ประเภทการถูกคุกคามที่พบมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ การวิจารณ์รูปร่างหน้าตาหรือรสนิยมทางเพศในเชิงลบ รองลงมาคือการชื่นชมรูปร่างหน้าตาในเชิงบวกด้วยนัยยะทางเพศ การเล่าเรื่องลามก การส่งสื่อลามกมาให้ และการชักจูงให้แสดงกิจกรรมทางเพศหรือมีเพศสัมพันธ์  ประเภทสื่อออนไลน์ที่เป็นช่องทางในการคุกคามมากที่สุด ได้แก่ เฟซบุ๊ก (Facebook) รองลงมา คือ ไลน์ (Line) และแอปพลิเคชันอื่นๆ ส่วนวิธีการที่ผู้ถูกคุกคามเลือกใช้รับมือมากที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่ หลีกเลี่ยงการติดต่อกับบุคคลที่คุกคาม ร้อยละ 88.2 รองลงมาคือ แสดงออกอย่างตรงไปตรงมาถึงความไม่พอใจ ร้อยละ 60.1 และบอกเล่าให้เพื่อนฟัง ร้อยละ 44.4 โดยมีข้อสังเกตว่าผู้ถูกคุกคามเพียงร้อยละ 7.2 เท่านั้นที่จะดำเนินคดีตามกฎหมาย

เมืองนอกรณรงค์ #MeToo
เมืองไทยรณรงค์#NeverOK

ต่อกรณีการคุกคามทางเพศ และ/หรือล่วงละเมิดทางเพศ “เคท ครั้งพิบูลย์” อาจารย์คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ชวนสังคมออกมาส่งเสียงดังๆ เพื่อปฏิเสธการคุกคามทางเพศในทุกรูปแบบภายใต้แคมเปญ #NeverOK
อ.เคท เคยให้สัมภาษณ์ในรายงานชิ้นหนึ่งว่า “Sexual Harassment is never OK เรารู้สึกว่ามันเป็นคำที่ตรงใจ แล้วมันก็เป็นสิ่งที่สากลเขารณรงค์กัน เราพบว่าในบ้านเรา งานเขียนหรือการศึกษาทางด้านการคุกคามทางเพศมีน้อย บางคนอาจคิดว่าเพราะสถานการณ์มันน้อย แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่ ความจริงก็คือมันไม่มีการพูดถึงอย่างกว้างขวาง เราจึงอยากทำให้เรื่องนี้เป็นเรื่องของสังคม เมื่อมันไม่โอเค เราก็ไม่ควรเพิกเฉย”
การใช้กระแสสังคมกดดันให้เกิดการลงโทษผู้กระทำผิดคือสิ่งที่ผู้รณรงค์คาดหวัง เช่นเดียวกับการปรับเปลี่ยนวิธีคิดของคนในสังคม โดยไม่ชี้นิ้วหรือตั้งคำถามกับผู้เสียหาย จะช่วยให้หลายคนที่เผชิญกับเรื่องแบบนี้กล้าที่จะบอกเล่าเรื่องราวของตัวเองมากขึ้น “คนส่วนใหญ่ต้องเลิกถาม ทำไมไม่ร้องโวยวาย แต่งตัวโป๊รึเปล่า คำถามพวกนี้เป็นคำถามที่ทำให้ผู้ถูกกระทำไม่กล้าดำเนินการ สังคมต้องเปลี่ยนใหม่ ต้องตั้งคำถามผู้กระทำ เรียนมาตั้งสูง ยศถาบรรดาศักดิ์ก็ใหญ่ คุณไม่มีความละอายเกรงกลัวต่อบาปเลยเหรอ ทำอย่างนี้ลูกเมียคุณก็ลำบาก จะว่ายังไง จะแก้ปัญหายังไง” สุเพ็ญศรี พึ่งโคกสูง มูลนิธิส่งเสริมความเสมอภาคทางสังคม ชี้จุดอ่อนให้เห็น ก่อนจะย้ำในประเด็นที่หลายคนอาจมองข้าม นั่นคือการปรับพฤติกรรมทางเพศของผู้ชาย
“การที่ผู้กระทำไม่ถูกปรับพฤติกรรมทางเพศเขาก็จะเป็นอย่างนี้ร่ำไป ต้องบอกว่าพวกที่ชอบความตื่นเต้นทางเพศ ชอบความท้าทายทางเพศ เราต้องส่งเข้าโปรแกรมบำบัดพฤติกรรมทางเพศ ก็คือให้จิตแพทย์ นักจิตวิทยาเขาดูแล แต่ในทางคดีต้องมีการดำเนินคดีนะ ไม่ใช่ใช้เรื่องนี้เป็นข้ออ้าง ซึ่งผู้ชายแบบนี้ไม่ใช่ผู้ชายส่วนมาก แต่ผู้ชายส่วนใหญ่ต้องช่วย sanction ด้วย แทนที่จะให้ผู้หญิง sanction อยู่ฝ่ายเดียว”
และเพื่อป้องกันไม่ให้ใครต้องกลายเป็น ‘เหยื่อ’รายต่อไป สังคมควรให้ความสำคัญกับการสร้างเกราะคุ้มกันมากขึ้น ทุกคนทุกเพศควรจะต้องเรียนรู้ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากเพศของตนเองและการป้องกันตัว เรียนรู้ทักษะชีวิตและการฝึกสติ ซึ่งจะช่วยป้องกันและแก้ไขปัญหาได้ ไม่เฉพาะเรื่องการคุกคามทางเพศเท่านั้น ในส่วนของเกราะคุ้มกันที่ สุเพ็ญศรี พูดถึง ก็เคยมีคนออกมาเขียนในลักษณะฮาวทูเอาไว้ว่า “ผู้หญิง (รวมทั้งผู้ที่มีแนวโน้มจะตกเป็นเหยื่อทั้งหลาย) ควรทำอย่างไรเพื่อป้องกันภัยจากความรุนแรง” เท่าที่รวบรวมได้คือ ต้องรู้จักสังเกตคนรอบข้าง หรือสถานที่ว่าปลอดภัยหรือไม่ และระมัดระวังตัวเองตลอดเวลา ตระหนักเสมอว่าภัยร้ายมีอยู่รอบตัวและมีโอกาสเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ
เรียนรู้ศิลปะการป้องกันตัวไว้บ้าง, ขณะที่ตกอยู่ในสถานการณ์เสี่ยงต่อการถูกกระทำความรุนแรง จงรวบรวมพลังใจและตั้งสติไว้ เพราะการมีสติจะช่วยให้หาทางเอาตัวรอดได้
ขณะเดียวกัน ควรบอกกล่าวคนใกล้ตัว เช่น พ่อแม่ ญาติหรือเพื่อนสนิท เกี่ยวกับเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้น เพื่อช่วยกันหาทางแก้ไขหรือป้องกัน ในทางกลับกัน หากมีญาติหรือคนใกล้ชิดถูกกระทำรุนแรง หรือพบเห็นผู้ที่ถูกกระทำรุนแรง อย่าได้เพิกเฉย เพราะคิดว่านั่นเป็นปัญหาส่วนตัว

June 1, 2014 – Frankfurt Am Main, Hessen, Germany – Sexual harrassment at work: A businessman is touching his female co-worker’s leg. (Credit Image: © Frank May/DPA via ZUMA Press)หากต้องการความช่วยเหลือ อย่าลังเลในการแจ้งตำรวจ หรือติดต่อหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน มูลนิธิ หรือศูนย์ช่วยเหลือต่างๆ ที่ดูแลงานด้านปัญหาความรุนแรงและการกระทำผิดทางเพศ
นอกจากนี้ จงคิดและเชื่อมั่นอยู่เสมอว่าทุกคนมีสิทธิเรียกร้องต่อสู้เพื่อความปลอดภัยของตนเอง ไม่จำเป็นต้องยินยอมให้ตัวเองถูกกระทำหรือตกเป็นเหยื่อ แม้ว่าบุคคลผู้กระทำจะเป็นพ่อ สามี เพื่อนชาย เพื่อนร่วมงาน หรือหัวหน้างาน ฯลฯ
ถ้าช่วยกันเต็มที่ แม้ปัญหานี้จะไม่หมดไป ก็คงลดน้อยถอยลง ไม่ใช่เพิ่มจำนวนมากขึ้นทุกปีเหมือนที่ผ่านมา