LOVE LESSON รักต้องห้ามระหว่างครูกับศิษย์ เรื่องจริงยิ่งกว่านิยาย

แม้จะผิดกฎหมาย ผิดจรรยาบรรณของความเป็นครู และผิดทำนองคลองธรรมในความคิดเห็นของคนส่วนใหญ่ในสังคม แต่ “รักต้องห้าม” ระหว่างครูกับศิษย์ ก็เกิดขึ้นเป็นข่าวครั้งแล้วครั้งเล่าไม่เคยขาด และเชื่อว่าที่ไม่เป็นข่าวก็มีอยู่อีกจำนวนมาก ทั้งครูหญิงมีสัมพันธ์กับนักเรียนชาย และครูชายมีสัมพันธ์กับนักเรียนหญิง ทั้งในระดับมหาวิทยาลัย และโรงเรียนมัธยม…แม้จะรู้อยู่แก่ใจว่าไม่ใช่เรื่องที่ถูกต้อง แล้วอะไรทำให้เรื่องนี้มีอยู่ตลอดเวลา ทั้งที่เป็นไปอย่างลับๆ และที่ถูกเปิดเผยออกมา จนกลายเป็นข่าวฉาวโฉ่ตามสื่อต่างๆ อยู่เป็นระยะ (ล่าสุดก็กรณี ผ.อ.วัย 50 กว่า กับนักเรียนสาว ม.2) เพื่อตอบคำถามนี้ “รจริน รุจิรา” ท่องไปในโลกออนไลน์ ย้อนกลับไปในอดีต ค้นคว้าหาเรื่องราวจากปากคำของตัวละครใน “นิยายชีวิต” เรื่องนี้ที่มีการบันทึกไว้ นำมาตีแผ่อีกครั้ง เพื่อให้เห็นถึงความรู้สึกนึกคิดของคนที่ตกอยู่ในบ่วงรักต้องห้าม และมุมอื่นของเรื่องรักๆ ใคร่ๆ ที่ปรากฏในเรื่องเล่าเหล่านั้น

 

เหตุผลของหัวใจ “รักออกแบบไม่ได้”

ที่มา : เอ (นามสมมติ) เล่าเรื่องราวจากเพื่อนสนิทของเธอ ที่มีความรักกับครูในสมัยเรียนมัธยมปลาย ณ โรงเรียนชื่อดังแห่งหนึ่ง เพื่อนเธอคนนี้มีชื่อว่า “บี” (นามสมมติ)

เนื้อหาโดยสรุป : บีไม่เคยมีแฟน เป็นสาวแว่น เรียบร้อย กิริยามารยาทดี มีพ่อแม่เป็นข้าราชการ หวงลูก ไม่ค่อยให้ออกจากบ้าน ผิดกับเพื่อนในกลุ่มที่จะแก่นๆ มีแฟนตั้งแต่มัธยม เวลาไปเที่ยวกันจะไปเป็นคู่ๆ หรือเวลากลับบ้านแฟนก็จะไปส่ง แต่บีจะมีพ่อมารับ เวลาออกมาเที่ยวกับเพื่อนก็จะโดดเดี่ยว เช่น เล่นเครื่องเล่นก็จะนั่งคนเดียว ไม่มีคู่นั่งด้วย เพราะคนอื่นนั่งกับแฟนกันหมด

แต่ไม่นานโรงเรียนก็มีครูคนใหม่ ครูคนนี้ทำให้บีรู้จักความรัก เหตุการณ์มันเริ่มในชั่วโมงศิลปะซึ่งต้องย้ายห้องเรียน ปกติแล้วบีจะนั่งกลางห้อง แต่เพื่อนๆ เริ่มสังเกตว่าตอนนี้บีจะไปนั่งอยู่ข้างหน้า แต่ไม่ได้ติดใจอะไรเพราะนักเรียนบางคนก็เป็นแบบนั้น เมื่อก่อนเคยนั่งข้างหลัง ตอนหลังก็ย้ายไปนั่งข้างหน้า เพราะครูคนใหม่อายุยังน้อย ที่สำคัญ-ค่อนข้างหล่อ พวกเด็กนักเรียนหญิงที่เกเรก็หันมาตั้งใจเรียน

แต่ที่เพื่อนๆ เริ่มผิดสังเกตบีมากขึ้น ก็เพราะหลังๆ บีไม่ค่อยมานั่งเล่นด้วยกันหลังเลิกเรียน พอสอบถามก็รู้ว่าไปเรียนพิเศษกับครูที่มาใหม่ โดยให้เหตุผลว่าจะสอบตรงเข้าคณะสถาปัตยกรรม ซึ่งเพื่อนๆ รู้สึกแปลกใจเพราะก่อนหน้านี้บีบอกว่าอยากเป็นครูสอนสังคม  ต่อมา ช่วงที่จะมีการเลือกตั้งคณะกรรมการนักเรียน เพื่อนกลุ่มบีต้องทำป้ายหาเสียงและวางแผนหลังเลิกเรียน ทำให้กลับบ้านมืดๆ ค่ำๆ วันหนึ่งเห็นครูสอนศิลปะกำลังขึ้นรถไปพร้อมกับบี เพื่อนๆ ก็ตกใจว่าทำไมบีถึงไปขึ้นรถครูคนใหม่ ด้วยความเป็นห่วง เอจึงขี่มอเตอร์ไซค์ตามไป สักพักรถของครูก็ไปจอดบริเวณสวนสาธารณะประจำจังหวัด จากนั้นครูกับบีก็เดินไปนั่งริมน้ำแล้วก็จูบกัน เอกับเพื่อนที่ไปด้วยไม่ได้เข้าไปห้ามปรามหรือขัดจังหวะแต่อย่างใด แม้จะตกใจแต่ก็เป็นสิ่งที่พอเข้าใจได้ เมื่อเพื่อนทุกคนรู้เรื่อง จึงตกลงกันว่าจะไม่บอกเรื่องนี้กับใคร แต่อยากคุยกับบีในฐานะเพื่อนร่วมกลุ่ม เพราะหลังๆ ครูคนนั้นอยู่สองต่อสองกับบีบ่อย เพื่อนเลยส่งเอไปคุย บีบอกว่าพ่อแม่ยังไม่รู้เรื่องที่สวนสาธารณะ แต่พ่อแม่ไว้ใจให้อยู่กับครู เพราะบีเคยบอกพ่อแม่ว่าอยากสอบเข้าคณะสถาปัตยกรรม ซึ่งพ่อแม่ก็อยากให้เรียนด้านนี้มากกว่าเป็นครู พ่อแม่เลยเห็นดีเห็นงาม ให้เรียนพิเศษตอนเย็น แล้วครูก็มาส่งที่บ้านตรงเวลาเสมอ บีบอกว่าครูเป็นสุภาพบุรุษมาก แล้วเธอก็ชอบผู้ใหญ่กว่า เหมือนรู้สึกมีทั้งพี่ชาย เพื่อน และคนที่เข้าใจ ก็เลยอยากใกล้ชิดกับครู ที่มาเริ่มสนิทกันก็ตอนขอครูเรียนพิเศษเพิ่มเติมเพราะคะแนนศิลปะไม่ค่อยดี หลังจากวันนั้น เพื่อนๆ ก็บอกบีว่าไม่ควรอยู่กับครูสองต่อสอง หรือแตะเนื้อต้องตัวกันในที่สาธารณะ เพราะถ้าใครมาเห็นเข้า อาจเสียชื่อเสียงทั้งครูและบีเอง บีคงเอาไปคุยกับครู ทั้งสองจึงวางตัวเป็นครูและนักเรียนในโรงเรียน เป็นแฟนกันในช่วงเวลาหลังเลิกเรียน และช่วงไปส่งบีกลับบ้าน หลังจากนั้นทั้งคู่ก็ยังคบหาดูใจกัน จนกระทั่งฝ่ายชายเลิกเป็นครู ไปประกอบอาชีพฝ่ายศิลป์ของสถานีโทรทัศน์แห่งหนึ่ง ส่วนฝ่ายหญิงก็จบคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์จากมหาวิทยาลัยชื่อดัง ผ่านช่วงเวลา “ต้องห้าม” ของความรักระหว่างครูกับศิษย์ อย่างปลอดภัย เพื่อก้าวสู่ความรักระหว่างชายหญิง ที่ไม่มีฐานะครูกับศิษย์มาค้ำคอ

 

จากลูกศิษย์เป็นเมียน้อย” ชะตากรรมของเด็กหญิงคนหนึ่ง

ที่มา : เรื่องจริงประสบการณ์จริงของ “ซี” (นามสมมติ) ปัจจุบันเป็นนักศึกษา เธอยอมเปิดเผยข้อมูลเพื่อให้สังคมรับรู้และเข้าใจ “อีกมุมหนึ่ง” ของ “รักต้องห้ามระหว่างครูกับนักเรียน”

เนื้อหาโดยสรุป : ซีไปทำกิจกรรมช่วยเหลือครูคนหนึ่ง จากนั้นก็รู้สึกสนิมกับครูเป็นพิเศษ แล้วก็รู้สึกว่าครูคนนี้ให้คะแนนเธอค่อนข้างเยอะ แม้เธอจะทำข้อสอบไม่ค่อยได้ ทำให้เธออยากช่วยเหลือครูมากขึ้น เผื่อครูจะให้เกรด 4 ก็เลยถามครูอยู่เสมอว่า อยากให้ช่วยอะไรบ้าง ปรากฏว่าครูขอจูบเธอ ซึ่งเธอก็ยินดี เพราะพวกเพื่อนๆ ก็จูบแฟนเห็นกันเป็นปกติ เธอเลยยอมจูบ แม้จะเป็นจูบแรกแต่เธอบอกว่ารู้สึกดีมาก ไม่รู้สึกแปลกหรือเขินอาย แต่พอจูบได้สักพัก ครูก็ผลักเธอออกแล้วเดินออกจากห้องพักครูไป หลังจากนั้นเธอกับครูก็จูบกันเรื่อยๆ ไม่นานก็มีเพศสัมพันธ์กัน ซีบอกว่าโดยส่วนตัวเธอก็ไม่ถึงขนาดคิดจริงจังกับครู แต่พออยู่กับเขาสองต่อสองแล้วรู้สึกมีความสุข อยากมีเพศสัมพันธ์กับครูคนนี้ ใครมาจีบเธอก็ไม่สนใจ เธอคุยว่ามีคนมาจีบเยอะ เพราะเธอก็หน้าตาไม่ขี้เหร่ เป็นเชียร์ลีดเดอร์ แต่เธอก็รู้สึกอยากจูบครูคนนี้คนเดียว แม้จะเคยลองคุยกับคนอื่นบ้างแต่ก็ไม่รู้สึกอะไร “อาจเพราะหัวใจหนูให้ครูคนนี้หมดแล้ว” เธอบอก ต่อมา ซีพบว่าครูมีเมียมีลูกแล้ว ตอนแรกเพื่อนสนิทมาบอก แต่เธอไม่เชื่อเพราะครูบอกว่าไม่มีใคร จนไปเห็นด้วยตาตัวเอง เธอสารภาพว่าตอนเห็นก็เจ็บปวด แต่ไม่ได้ร้องไห้ทันที เพราะอีกใจหนึ่งเธอก็รู้สถานะของตัวเองว่า คงจะคบกับครูแบบสามีภรรยาไม่ได้ แต่พอกลับถึงบ้าน เธอนั่งอยู่ในห้อง แล้วอยู่ๆ ก็ร้องไห้ออกมา เธอบอกว่ารู้ตอนนั้นเองว่าอกหักเป็นอย่างไร ตามมาด้วยความรู้สึกอยากฆ่าตัวตาย โดดเดี่ยวมาก เธออยู่กับตายาย ไม่ได้อยู่กับพ่อแม่ ไม่รู้จะปรึกษาหรือระบายให้ใครฟัง กลัวเพื่อนนินทาด้วย เพราะที่ผ่านมาเวลาอยู่กับครู ก็พยายามอยู่ที่ลับตาคน ส่วนใหญ่ก็อยู่ตามโรงแรม แม้จะเป็นห้องเล็กๆ แต่เธอก็มีความสุขมาก พอรู้สึกว่าจะไม่มีความสุขแบบนั้นอีกแล้ว ยิ่งคิดก็ยิ่งร้องไห้ หลังจากนั้นเธอก็ไม่ไปหาครูในที่สองต่อสองอีก ไม่นานครูก็มาคุยด้วย ถามว่าเกิดอะไรขึ้น เธอก็เล่าว่า เห็นครูอยู่กับครอบครัว ซึ่งครูก็ยอมรับแต่โดยดี พอเห็นเธองอน ครูก็พูดว่าน่ารักจังแล้วก็จูบเธออีกครั้ง ซึ่งเธออยากขัดขืนแต่ร่างกายมันไม่ตอบสนอง หลังจากนั้นทั้งคู่ก็กลับสู่จุดเดิม เพียงแต่มีความจริงเพิ่มเติมขึ้นมาว่า ครูมีภรรยาแล้ว และมีลูกสาวซึ่งอายุไล่เลี่ยกับเธอ แต่ดีหน่อยตรงที่ทั้งลูกสาวและภรรยาของครูอยู่อีกโรงเรียนหนึ่งไม่ได้อยู่โรงเรียนเดียวกับที่เธอเรียน ซียอมรับว่าเธอเป็นเมียน้อย สถานภาพที่เกิดขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจ ทำให้เธอเข้าใจว่าทำไมสังคมไทยถึงมีเมียน้อยมากขึ้น เมียน้อยไม่ใช่แค่เรื่องการให้เงินและการอุปถัมภ์เพียงอย่างเดียว แม้ครูจะโอนเงินให้เธอสม่ำเสมอ และให้คำมั่นว่าจะส่งจนจบมหาวิทยาลัย ซึ่งครูก็ทำเช่นนั้นจริงๆ ตอนนี้ซีเรียนมหาวิทยาลัย เจอครูอาทิตย์ละครั้ง ครูเปิดหอพักให้อยู่ เพื่อจะได้มาหาเธอได้สะดวก

คำสารภาพและคำถามของเด็กสาวคนหนึ่ง “หนูไม่ได้อยากให้ชีวิตรักหนูเป็นแบบนี้ ไม่คาดหวังและไม่คิดเลยว่ามันจะมาถึงจุดนี้ได้ แต่มันก็มาถึงจุดนี้แล้ว และก็ไม่รู้ว่าสุดท้ายระหว่างครูกับหนูจะเป็นอย่างไร แต่ตอนนี้สถานะระหว่างครูกับนักเรียน ระหว่างหนูกับครูคนนั้นก็จบแล้ว ครูเขาก็เป็นครู ส่วนหนูคือนักศึกษา หนูก็มองว่า เขาเป็นแฟนคนหนึ่ง ไม่ใช่ครูของหนูอีกต่อไป

“หนูอยากย้อนถามสังคมที่ตีตราว่านี่คือรักต้องห้าม และอยากบอกว่าไม่มีใครเลือกที่จะรักหรือไม่รักได้ พวกคุณสามารถเลือกรักหรือไม่รักใครได้หรือ มันเป็นความรู้สึก ไม่ได้เกิดจากความตั้งใจ ใครสามารถออกแบบความรักได้

“เมื่อมันเป็นแบบนี้ ทั้งครูและหนูมีความสุข ชีวิตก็ต้องดำเนินต่อไป แต่หนูเชื่อว่า ถ้าภรรยาของเขารู้ หนูก็ทำใจได้ แต่ตราบใดที่ภรรยาของเขายังไม่รู้ การเป็นเมียน้อยนั้นสำหรับหนูมีความสุขมากกว่าได้เป็นเมียหลวง

“หนูเข้าใจว่าทุกอาชีพย่อมมีจรรยาบรรณ อาชีพครูก็เช่นเดียวกัน เพียงแต่หนูรู้สึกว่า จรรยาบรรณบางอย่างทำให้การใช้ชีวิตต้องลำบาก หรือเกิดความทุกข์ไปด้วย หนูรู้แต่ว่าหนูคงอยู่ได้ไม่นาน การมีความสุขกับความรักเป็นสิ่งที่หนูควรได้รับ ใช่มั้ยคะ”

 

มองจากมุมของครู “สิ่งนี้ผิดมากไหม”

ที่มา : จากรายการถามตอบปัญหาชีวิตที่มีคนติดกันงอมแงม

คำถาม : “ไอ” (นามสมมติ) ประกอบอาชีพเป็นครู เป็นอาชีพที่มีเกียรติในสังคม มีแต่คนยกมือไหว้เคารพนับถือ ที่ผ่านมาไอมีแฟนที่อายุมากกว่ามาก สุดท้ายก็เลิกรากันไป เพราะปัญหาช่องว่างระหว่างวัย หลังจากนั้นก็ไม่เคยมีแฟนมาตลอดระยะเวลาสิบปี

ช่วงที่ไออายุได้ 30 ปี ด้วยความที่เป็นครู และคุยกับนักเรียนได้ทุกเรื่อง แม้กระทั่งความลับ นักเรียนก็ไว้ใจ เรื่องราวมันเกิดขึ้นสองเดือนสุดท้ายก่อนปิดเทอมใหญ่ ไอมีโอกาสคุยผ่านโลกออนไลน์กับนักเรียนหลายๆ คน รวมทั้งนักเรียนชายคนหนึ่ง ซึ่งอยู่ ม. 6 เราคุยกันทุกวัน จนเคยชิน เวลาเจอกันที่โรงเรียนเราก็ยิ้มให้กัน และคุยเล่นกันปกติทั่วไป เหมือนครูหยอกล้อกับนักเรียน จากความเคยชินเริ่มก่อตัวเป็นความชอบโดยไม่รู้ตัว ถ้าวันไหนไม่ได้คุย ไม่ได้เห็นหน้าจะหงุดหงิด ซึ่งไอพยายามบอกตัวเอง ว่าเป็นไปไม่ได้ที่เราจะชอบนักเรียน อายุก็มากกว่าเขาถึงสิบปี น่าจะแค่เป็นความสนิทสนมธรรมดา จนกระทั่งเขาจบ ม. 6 เราก็ยังคงติดต่อกันเหมือนเดิม แต่พัฒนาขึ้นด้วยการเริ่มไปกินข้าวด้วยกัน ไปเที่ยว ไปดูหนังด้วยกัน ก่อนหน้านี้เขามีผู้หญิงที่คบกันอยู่ ระหว่างที่เขามาคุยกับเรา เขาก็บอกเลิกผู้หญิงคนนั้น ยิ่งทำให้เรารู้สึกดี และรู้สึกเป็นเจ้าของเขามากขึ้น เรารู้มาตลอดว่าเรื่องราวของเรา มันเป็นเรื่องที่สังคมไม่ยอมรับ แม้กระทั่งครอบครัวเขาเองก็ต้องรับไม่ได้ แต่ความลับไม่มีในโลก พ่อของเขาเริ่มสงสัยในพฤติกรรมของลูกชาย แล้วรู้ว่าไปกับไอ เรื่องจึงมาเข้าหูหัวหน้าของไอ หัวหน้าเรียกมาสอบถาม เขาบอกเขาเข้าใจ เพียงแต่ว่าทำอะไรอย่าประเจิดประเจ้อ เขาบอกว่าความรักเป็นสิ่งสวยงาม ถึงแม้จะผิดที่ผิดเวลา พอเด็กคนนั้นรู้ เขาถามไอว่าพอก่อนดีไหม หยุดก่อน เพราะรู้สึกไม่ดีที่คนรู้เยอะ แต่ไอก็ไม่ยอม ไอบอกว่าถ้าวันหนึ่งเราสองคนจะต้องเดินจากกัน ขอให้เป็นเพราะเราสองคน อย่าเป็นเพราะคนอื่นจะได้ไหม ปัจจุบันเราก็ยังคงคุยกันอยู่ ยังเหมือนเดิม จริงๆ แล้วเรื่องของไอ ‘ผิดตั้งแต่คิดที่จะรัก’ ผิดแต่แรก ทั้งๆ ที่ในอนาคตไอก็พอจะรู้ว่า ปัญหาอะไรจะตามมา ผิดมากไหม ที่คิดจะรักคนที่สถานะแตกต่างกันมากขนาดนี้

 

คำตอบ : เมื่อไหร่ก็ตามที่เรามีคำถามกับตัวเองว่าผิดไหม ส่วนใหญ่เรื่องนั้นมักจะเป็นเรื่องผิด อาจจะผิดกับสังคม ผิดต่อตัวเอง ผิดกับพ่อแม่ แต่ถามไปเพราะอยากให้มีใครซักคนบอกว่า ‘ไม่ผิด’
ความรักเป็นเรื่องไม่มีเหตุผล และไม่ค่อยฟังเหตุผลด้วย หลายครั้งเราเลยไปตกหลุมรักคนที่ไม่ควรรัก เช่น คนที่มีเจ้าของ คนที่ไม่มีวันจะรักคนอย่างเรา คนที่ช่างใจร้าย ทำเราร้องไห้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ก็ยังไปรักเขาอยู่นั่น เมื่อรักเป็นเรื่องไม่ใช้เหตุผล แต่คนที่จะรักต้องใช้เหตุผล สร้างสติเพื่อเอาไว้กำกับหัวใจที่พาลจะดื้อด้านเมื่อเจอความรัก
ทำไมครูกับลูกศิษย์ รักกันไม่ได้ ถ้าไม่นับเรื่องความต่างของวัย มันก็เป็นเรื่องที่ค้านความรู้สึกส่วนใหญ่ของคนในสังคม ประมาณว่า ครูคือบุคคลอันเป็นที่รักอันดับสองรองจากพ่อแม่ แล้วอยู่มาวันหนึ่ง ครูกลับอยากได้ลูกศิษย์เป็นสามี คงเป็นวิถีที่สร้างความกระอักกระอ่วนใจไม่ใช่น้อย ไหนจะเรื่องการเสียการปกครอง จะให้คะแนนพิศวาสคนนี้มากกว่าคนนั้น อนุโลมให้อยู่นอกเหนือกฎเกณฑ์กติกาที่นักเรียนพึงได้พึงมีหรือเปล่า พอเป็นคนนี้ คุณครูก็หยิบยื่นแต่สิ่งดีๆ คะแนนดีๆ ปรนเปรอจนรู้สึกได้ถึงความลำเอียงที่เกิดขึ้นภายในห้องเรียนไหม เด็กคนอื่นคงสนุกปาก อยากล้อ เหมือนในซีรีส์ดังเรื่องฮอร์โมนในตอนหนึ่ง อารมณ์เหล้าเข้าปาก ความประมาทในการยับยั้งอารมณ์เลยเกิดขึ้น น้องวินในเรื่องถึงขั้นเข้าไปนัวเนียกับครูอ้อ ดีที่ครูยังมีสติผลักลูกศิษย์ออกไป แต่สุดท้าย มีคนถ่ายคลิปไว้ แค่เห็นบทเริ่มต้น คนก็พร้อมเอาไปปะติด ปะต่อ ผสมมโนของตัวเองเหมือนว่าครูกับลูกศิษย์คงเพลี่ยงพล้ำมีอะไรกันไปแล้ว ทั้งที่ไม่ใช่เลย แต่ความเชื่อถือศรัทธา มันก็ลดน้อยถอยลงไปแบบที่ไม่ได้ตั้งใจจริงๆ
แต่เรื่องของน้องไอ พี่มองกลางๆ นะ ถ้าความรู้สึกห้ามกันไม่ได้ สุดท้ายอยู่ที่การวางตัว อีกอย่างแฟนน้องเขาก็จบการศึกษาไปเรียบร้อย เรื่องเสียการปกครองตัดไป เรื่องที่จะทำให้เด็กๆ ในห้องไม่ได้รับความยุติธรรม ก็คงไม่มี เราต่างมีหัวโขนเป็นของตัวเอง น้องเป็นครู แต่ตอนนี้ แฟนน้องก็ต้องไปเป็นนิสิตนักศึกษาสถาบันไหนซะสถาบันหนึ่ง ท้ายที่สุดก็แค่ผู้ชายผู้หญิงสองคนเป็นแฟนกัน แต่ผู้หญิงอายุเยอะกว่า จะไปไหนมาไหน ก็แค่ให้เกียรติกัน ไม่ต้องหวานออกสื่อ เพราะยังไงเราก็ยังเป็นคุณครู ที่เมื่อไหร่ที่ใครมองดู ก็ต้องเห็นการเป็นแบบอย่างที่ดี ถ้ารักกัน ดูแลกัน หวังดีต่อกัน แบบไม่ได้ทำร้ายใคร ก็ไม่น่ามีอะไรที่ต้องบั่นทอนความรู้สึก ต่างคนต่างไม่มีใคร ไม่ได้แย่งใครมา รักของเราไม่ได้ทำให้ใครเขาเดือดร้อน ก็ดูแลกันไป วันนี้ดี พรุ่งนี้ไม่มีใครรู้ แม้น้องจะบอกว่า เรื่องข้างหน้าเป็นไปไม่ได้ ก็มีมากมายที่หลายคู่ ถูกต้องเหมาะสมกัน ทั้งวัยวุฒิ คุณวุฒิ แต่ที่สุดก็รักไม่รอดมีเยอะแยะ แค่คนสองคนลองใช้เวลาในการศึกษากัน น้องอายุเยอะกว่า เห็นอะไรมาก็มากมาย อย่าทำร้ายอนาคตเด็กคนหนึ่งเพราะเรารีบร้อน เขายังต้องเรียนต่อให้จบ ยังมีอนาคตไกลและแบกไว้ซึ่งความหวังของครอบครัว เมื่อรักก็ต้องเป็นกำลังใจให้กันและกัน รักกันพากันเจริญ ไม่ใช่รักกันแต่ฉุดกันดำดิ่ง ยิ่งรักยิ่งพากันตกต่ำ ง่ายต่อการถูกซ้ำเติม ถ้ารักกันต่างพากันและกันให้ดี บางทีคนในครอบครัวอาจจะเห็นใจในความรัก ความมั่นคงที่มีต่อกัน จะพ่อแม่เขา หรือพ่อแม่เราก็ตาม ทุกคนอยากให้ลูกเจอคนดีที่คู่ควร พ่อแม่เราคงต้องหวั่นไว้ก่อนว่า จะโดนเด็กหลอกไหม อนาคตเขายังมีใครให้เลือกได้อีกเยอะ พ่อแม่แฟนเรา เขาก็ต้องกังวลใจ ลูกอายุไม่เท่าไหร่ จะเจอผู้หญิงประสบการณ์ยาวไกลหลอกไปจนเสียผู้เสียคนหรือเปล่า ทุกอย่างต้องใช้เวลาพิสูจน์ทั้งนั้น
อีกอย่างน้องเล่าเองว่า เคยมีแฟนอายุเยอะกว่า สุดท้ายช่องว่างระหว่างวัยทำให้ไปไม่รอด เอาบทเรียนเก่า สอนเราให้ใช้ชีวิต น้องอายุ 30 ปี หวังที่จะลงหลักปักฐานกับใครซักคนได้แล้ว ถ้าอยากมีลูก โอกาสก็มีอีกไม่กี่ปี แต่แฟนจบ ม.6 หวังของเขาคือเรียนให้ดีที่สุด ให้สูงที่สุด จนสามารถเอาวิชาความรู้มาประคองชีวิตสร้างความภาคภูมิใจให้ตัวเองและครอบครัว การจะลงหลักปักฐานกับใคร อาจต้องใช้เวลาอีกมาก เราล่ะ รอกันได้ไหม จะมีอะไรระหว่างทาง ก็ต้องรับมือแก้ปัญหากันไป

สุดท้ายเชื่อเถอะ จะเราหรือเขา ถ้าไปกันไม่ได้จริง ก็อยู่ที่เรา 2 คน แค่มีความไม่พึงพอใจในครอบครัวรอบตัว เป็นโจทย์ยากเพื่อวัดว่าเราสองคนรักกันมากแค่ไหน ดูกันไปนานๆ เท่าที่อ่านคำถามจากน้อง ดูเหมือนมีแต่เราที่รู้สึกกับเขามากกว่า แตะเบรคเอาไว้บ้าง ถ้าถามว่าผิดไหม พี่จะพยายามเข้าข้างว่าไม่ผิด แต่เรื่องต่อจากนี้นั้นต้องใช้สติ เรามีเขาอยู่ในแพลน เขาล่ะมีเราอยู่ในนั้นหรือเปล่า แค่เจอปัญหา ยังมาบอกให้เราเลิก ให้เราพัก คู่เรารักกันจริงไหม วันเวลาเท่านั้นที่จะบอกได้ดีที่สุด

 

0f95272e-5ced-4e0b-9d8a-f900b0659cba

ป.ล. : นี่แค่ตัวอย่าง ที่ปรากฏโฉมให้เห็น เรื่องจริงมีมากกว่านี้ ถ้าจัดการดีๆ ก็ไม่เป็นข่าว และไม่เกิดรอยด่างพร้อยในชีวิต เพราะก้าวผ่านช่วงวิกฤตแห่งความรักระหว่างศิษย์กับครูไปได้สำเร็จ แต่ถ้าจัดการไม่ดี ก็มิสิทธิ์ตกเป็นข่าวฉาวโฉ่ อย่างที่มีออกมาให้รู้ให้เห็นเป็นระยะ