PENIS STORY เรื่องนี้มีพระเอกชื่อ “คุณจู๋”

ต้อนรับปีจอ ด้วยเรื่องราวของ “คุณจู๋” อวัยวะเพศชายที่เพศหญิง (และเกย์ควีน) ปรารถนา อีกทั้งยังมีความสำคัญต่อการดำรงอยู่ของมนุษยชาติ ในฐานะองค์ประกอบที่ขาดไม่ได้ในการเพิ่มจำนวนประชากร ช่วงส่งท้ายปีไก่ต้อนรับปีหมา มีข่าวดัง 2 ข่าวเกี่ยวกับคุณจู๋ที่แสนจะฮือฮา ทำให้ “รจริน รุจิรา” ได้ไอเดียมาทำรายงานชิ้นนี้ เริ่มจากการนำ 2 ข่าวดังมาบันทึกไว้อีกครั้ง ก่อนจะไปรวบรวม เรียบเรียง และนำเรื่องราวของคุณจู๋มาบอกกล่าวในบางแง่มุม เพื่อการรับรู้และอ่านกันเพลินๆ

เรื่องอื้อฉาว 1
“สายป่าน” กับ “หนอนน้อย”

กลายเป็นเรื่องขึ้นมา เมื่อนักแสดงสาว “สายป่าน อภิญญา” โพสต์ภาพติดแท็กแฟนหนุ่ม “วุฒิ นันทวุฒิ” แต่ปรากฏว่า ภายในภาพติดของลับของแฟนหนุ่มมาด้วย ทำให้สะท้านสะเทือนไปทั่ว ทั้งโลกออนไลน์และออฟไลน์ จนสาวสายป่านต้องรีบลบโพสต์ และออกมาชี้แจงผ่านอินสตาแกรม โดยไม่ได้ปฏิเสธภาพดังกล่าว แต่ขอน้อมรับความผิดพลาด และจะยึดเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นบทเรียน แม้จะรีบลบภาพทันทีที่รู้ตัว แต่ก็มีมือดีแค็ปภาพเอาไว้ทัน และปั่นกระแสด้วยการส่งต่อๆ กันไป ตามธรรมชาติของ “มนุษย์พันธุ์เผือก” ในโลกโซเชียล และยิ่งกลายเป็นประเด็น เมื่อมีการตั้งข้อสังเกตถึง “ขนาด” ของสิ่งที่ปรากฏในภาพว่าเล็กจิ๋ว จนกลายเป็นที่มาของคำว่า “หนอนน้อย” แสดงให้เห็นว่า “ขนาดยังเป็นเรื่องสำคัญ” ในสายตาของคนจำนวนมาก ตามมาด้วยการตั้งข้อสังเกตซ้อนข้อสังเกต การวิจารณ์ซ้อนวิจารณ์ เรื่องความเล็ก-ใหญ่ แข็งขัน-นุ่มนิ่ม ของสิ่งที่เห็น สิ่งที่อยากเมนต์อยากเมาธ์ในภาพนั้น รวมไปถึงประเด็นต่อเนื่องเกี่ยวกับการเผยแพร่ภาพลามกอนาจารเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งเป็นความผิดตามกฎหมาย นับเป็นอุทาหรณ์ชั้นดีสำหรับคนที่ “มือไวใจเร็ว” ถ่ายปุ๊บโพสต์ปั๊บ โดยไม่ตรวจเช็คให้ดีเสียก่อน ว่ามีอะไรล่อแหลมหรือ “สิ่งต้องห้าม” ลอดหลุดผุดโผล่ไปพร้อมกับภาพนั้นหรือไม่ ?

เรื่องอื้อฉาว 2
เลเซอร์ “คุณจู๋” ให้ขาววิ้ง

ตีคู่มากับกรณี “สายป่าน แอนด์ หนอนน้อย” ก็เรื่องนี้นี่แหละ…เมื่อเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลศัลยกรรมชื่อดังแห่งหนึ่ง ในจังหวัดนนทบุรี ออกมาเผยแพร่คลิปวิดีโอและรูปภาพ ขณะทำเลเซอร์ที่อวัยวะเพศชายของลูกค้าคนหนึ่ง เพื่อเปลี่ยนคุณจู๋ที่ดำๆ ด่างๆ ให้ขาวขึ้น จากนั้นเสียงวิพากษ์วิจารณ์ก็ตาม กระแสเสียงส่วนใหญ่ออกไปในทางลบ เมื่อเรื่องนี้แพร่กระจายออกไป ร้อนถึงหน่วยงานภาครัฐ ต้องออกมาให้ความรู้และทำความเข้าใจกับประชาชน โดย ‘พญ.มิ่งขวัญ วิชัยดิษฐ’ ผอ.สถาบันโรคผิวหนัง กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า ในทางการแพทย์มีการนำเลเซอร์มาใช้รักษาฝ้า กระ ปานแดง ปานดำ รวมถึงนำมาประยุกต์ใช้ในการทำให้ริมฝีปากหรือหัวนมมีสีชมพู แต่ยังไม่เคยมีการใช้เลเซอร์เพื่อทำให้อวัยวะเพศชายขาวขึ้น
เพราะโดยหลักของการทำเลเซอร์นั้น เพื่อลดจำนวนเม็ดสีให้น้อยลง เนื่องจากเลเซอร์จะไปทำลายเม็ดสีของผิว ดังนั้นถ้านำเลเซอร์มาใช้เพื่อให้อวัยวะเพศชายขาวขึ้น จะเกิดผลข้างเคียง 3 เรื่องหลักๆ คือ
1.ผลข้างเคียงโดยตรงจากเลเซอร์ เพราะบริเวณอวัยวะเพศชายเป็นผิวหนังที่ค่อนข้างอ่อนไหว กระทบกระเทือนได้ง่าย ที่สำคัญบริเวณนั้นยังมีเส้นเลือดและเส้นประสาทจำนวนมาก เมื่อโดนเลเซอร์อาจเกิดอันตรายร้ายแรงตามมาได้
2.ผลข้างเคียงจากเม็ดสีที่น้อยลง เนื่องจากโดยปกติเม็ดสีถือเป็นปราการในการป้องกันผิวหนังให้ต้านทานเชื้อโรค ต้านทานมะเร็งผิวหนัง เช่น เม็ดสีบริเวณแขนก็มีหน้าที่คอยต้านแสงแดดสู้กับอนุมูลอิสระ เป็นต้น
ดังนั้นการทำเลเซอร์จึงต้องระวังว่าอาจทำให้เกิดผลข้างเคียง รวมถึงทำให้เกิดแผลเป็นหรือเกิดการติดเชื้อ และเป็นการเสียเงินโดยไม่จำเป็น อย่างไรก็ตามสิ่งสำคัญคือการทำเลเซอร์ หากไม่ได้ทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอาจเกิดอันตรายและผลข้างเคียงได้
3.เป็นเรื่องไม่ถาวร เพราะร่างกายจะสร้างเม็ดสีขึ้นมาใหม่ ทำให้ผิวบริเวณนั้นกลับมาดำๆ ด่างๆ ได้เหมือนเดิม
“การที่บริเวณอวัยวะเพศชายมีสีคล้ำ ส่วนหนึ่งเกิดจากสีผิวของคนไทยมีสีคล้ำ จึงเป็นเรื่องปกติที่บริเวณอวัยวะเพศชายจะดำมากกว่าบริเวณอื่นของร่างกาย และถือเป็นเรื่องธรรมชาติ โดยสีขาวหรือดำของอวัยวะเพศชายนั้น ไม่ได้มีผลต่อความรู้สึกทางเพศของคู่นอนแต่อย่างใด”
พญ.มิ่งขวัญ กล่าวต่ออีกว่า อยากขอย้ำว่าหากการที่อวัยวะเพศชายดำคล้ำไม่มีผลต่อการดำเนินชีวิต ก็ไม่แนะนำให้ทำ และเท่าที่ได้ยินมา ในต่างประเทศยังไม่เคยพบการกระทำลักษณะนี้ นอกจากนี้การทำเลเซอร์ตรงอวัยวะเพศชาย ยังไม่มีงานวิจัยที่รับรองว่าปลอดภัย 100 %
และต่อให้ผิวดำกลายเป็นขาวก็ไม่สามารถอยู่ได้อย่างถาวร เพราะไม่นานผิวของอวัยวะเพศชายก็จะกลับมาดำเหมือนเดิม เนื่องจากร่างกายต้องมีการสร้างเม็ดสีขึ้นมาอีก และบริเวณดังกล่าวเป็นจุดที่มีการกระทบกระเทือนกับขาหนีบ และมีการเสียดสีอยู่บ่อยๆ จึงเกิดสีคล้ำได้
รู้แล้วก็อย่าไปเสียเงิน เสียเวลา เอาคุณจู๋และเอาชีวิตไปเสี่ยงกับผลข้างเคียงที่ไม่อาจควบคุมได้จะดีกว่า และจากข่าวดังที่สะท้านสะเทือนไปทั้งสังคม เราจะย้อนกลับไปทำความรู้จักกับ “คุณจู๋” ทั้งในเชิงสาระความรู้ และประเด็นถกเถียงที่มีมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน อีกทั้งคงจะมีอยู่ต่อไป ตราบที่คนเรายังให้ความสำคัญกับอวัยวะเพศชาย

“คุณจู๋” และเพื่อนพ้อง
ในฐานะองค์ประกอบของอวัยวะเพศ

“อวัยวะเพศชาย” ทำหน้าที่ในการสืบพันธุ์ เพื่อการดำรงอยู่ของเผ่าพันธุ์ ประกอบด้วยโครงสร้างทั้งภายนอกและภายในร่างกาย แต่โดยทั่วไปเมื่อกล่าวถึงอวัยวะเพศชาย มักนึกถึงองค์ประกอบภายนอกเป็นส่วนใหญ่ องค์ประกอบของอวัยวะเพศชายประกอบด้วย…
1.“องคชาต” (Penis) มีชื่อเรียกทั้งภาษาปากและภาษาเขียนอีกมากมาย เช่น กระเจี๊ยว, ควย, จู๋, จ้าวโลก, ดอ, นกเขา, น้องชาย, เจี๊ยว, ไข่, หำ, เจ้าจำปี, ปิ๊กกาจู้, ฯลฯ ลักษณะเป็นท่อนยาว อยู่ภายนอกร่างกาย ตรงบริเวณหัวหน่าว ทำหน้าที่เป็นทางผ่านของปัสสาวะและน้ำกาม
ประกอบไปด้วย “กล้ามเนื้อฟองน้ำ” (corpus cavernosum) 1 คู่ และ “ท่อปัสสาวะ” บางส่วน กล้ามเนื้อฟองน้ำทำหน้าที่กักเก็บเลือดเมื่อมีอารมณ์เพศ ทำให้เกิดการแข็งตัว เพื่อให้สามารถสอดใส่เข้าไปภายในช่องคลอดของเพศหญิง
ที่ปลายองคชาตเป็นจุดรวมของเส้นประสาท ซึ่งไวต่อการกระตุ้นความรู้สึกทางเพศ ส่วนนี้เปรียบได้กับคลิตอริสของเพศหญิง
2.“อัณฑะ” (testicles) ลักษณะเป็นถุงห้อยย้อยอยู่ภายนอกร่างกาย 2 ถุง ประกอบด้วย
“หลอดสร้างตัวอสุจิ” ขดอยู่ภายในถุงอัณฑะ ทำหน้าที่สร้างตัวอสุจิหรือสเปิร์มที่อยู่ในน้ำอสุจิ “หลอดเก็บตัวอสุจิ” ทำหน้าที่พักตัวอสุจิสะสมไว้ในอัณฑะ “หลอดนำอสุจิ” ทำหน้าที่นำอสุจิจากอัณฑะไปพบต่อมสร้างน้ำเลี้ยงอสุจิ และเข้าสู่กระเพาะปัสสาวะ
อัณฑะต้องการอุณหภูมิที่เย็นกว่าอุณหภูมิร่างกายเล็กน้อย ดังนั้นอัณฑะจึงเจริญออกมาอยู่ภายนอกร่างกาย โดยอยู่ภายในถุงอัณฑะ ซึ่งมีกล้ามเนื้อที่ยืดขยายได้ เพื่อการปรับอุณหภูมิให้พอเหมาะ และอัณฑะยังทำหน้าที่ผลิตฮอร์โมนเทสโทสเทอโรน (Testosterone) หรือฮอร์โมนเพศชาย ซึ่งใช้กระตุ้นให้เกิดอารมณ์ทางเพศ และการเจริญเติบโตเป็นผู้ใหญ่
ถุงอัณฑะจะมีสีคล้ำกว่าบริเวณอื่นในร่างกาย ซึ่งถือว่าปกติ ผู้ชายที่เติบโตเต็มที่ มีลูกอัณฑะสองข้างไม่เท่ากันก็ถือว่าปกติ
3.“ต่อมสร้างน้ำเลี้ยงอสุจิ” (Seminal vesicle) ทำหน้าที่สร้างอาหารแก่ตัวอสุจิ
4.“ต่อมลูกหมาก” (Prostate gland) ทำหน้าที่สร้างสารที่เป็นด่างอย่างอ่อน เพื่อปรับความเป็นกรดด่างเมื่อผ่านเข้าไปในช่องคลอด และสารสีขาวเพื่อช่วยให้ตัวอสุจิแข็งแรงและว่องไว เข้าไปในท่อปัสสาวะปนกับน้ำเลี้ยงอสุจิ
5.“ต่อมคาวเปอร์” (Cowper’s gland) เป็นกระเปาะเล็กๆ อยู่ใต้ต่อมลูกหมาก ทำหน้าที่หลั่งสารไปหล่อลื่นท่อปัสสาวะ สารนั้นมีลักษณะเป็นเมือก

องคชาตวิทยา 101
ว่าด้วย “รูปร่างหน้าตา”

คุณจู๋หรือองคชาตนั้นไม่ได้มีแค่แบบเดียว ‘ดร.เดวิด ชัสเตอร์แมน’ (David Shusterman) ศัลยแพทย์ระบบทางเดินปัสสาวะ บอกว่าอวัยวะเพศของผู้ชายนั้นมีการแบ่งออกเป็นประเภทต่างๆ ได้ 4 ประเภท มาดูกันว่ามีอะไรบ้าง และมีลักษณะเป็นอย่างไร
1.คุณจู๋หัวใหญ่ ดร. ชัสเตอร์แมนบอกว่า คนไข้ 20% หรือประมาณ 1 ใน 5 มีลักษณะอาวุธคู่กายประเภทนี้ คือลำตัวจะมีขนาดเล็กกว่าส่วนปลายหัวพอสมควร
2.คุณจู๋หัวแหลม มีลำตัวใหญ่ ขณะที่ส่วนปลายมีขนาดเล็กลง พูดอีกอย่างคือมีลักษณะท้วมและเรียวลงตรงปลายนั่นเอง
3.คุณจู๋หัวโค้ง พบได้มากพอๆ กับหัวใหญ่ ซึ่ง ดร. ชัสเตอร์แมน บอกว่าเขาพบคุณจู๋ประเภทนี้ราว 15-20% ลักษณะเด่นคือลำตัวกับส่วนปลายจะไม่ใหญ่หรือเล็กห่างกันมาก และจะโค้งขึ้นประมาณ 5-10 องศา
4.คุณจู๋หัวตั้ง มีลักษณะที่โค้งเว้าขึ้นไปมากกว่าแบบอื่น ซึ่งไม่ใช่เรื่องดีเลย ดร.ชัสเตอร์แมน บอกว่าถ้าอาวุธคู่กายของใครมีลักษณะโค้ง จนตั้งขึ้นไปราวๆ 30-60 องศา เท่ากับกำลังมีความเสี่ยง หรือกำลังเป็นโรคอวัยวะเพศชายโค้งงอ (Peyronie’s Disease)
โรคดังกล่าวจะทำให้คุณจู๋ไม่สามารถใช้งานได้ และมีพังผืดตรงบริเวณส่วนโค้ง การที่มันใช้งานไม่ได้ ก็หมายความว่าจะไม่สามารถประกอบกิจกรรมทางเพศได้อย่างเต็มที่เท่าแบบอื่นๆ ใครที่จัดอยู่ในประเภทนี้ ควรไปตรวจเช็คกับผู้เชี่ยวชาญทันที

องคชาตวิทยา 102
ว่าด้วย “ขนาด”

ด้วยความเชื่อและค่านิยมที่ถูกปลูกฝังกันมา ว่าคุณจู๋ที่ดีต้องมีขนาดใหญ่ ซึ่งข้อเท็จจริงทางการแพทย์ ที่มีคนออกมาพูดครั้งแล้วครั้งเล่า เช่นเดียวกับ ‘นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน’ ผอ.สถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์ ที่เคยออกมาให้ความเห็นผ่านสื่อ ในสมัยที่ดำรงตำแหน่งเป็นโฆษกกรมสุขภาพจิต ว่าขนาดหรือความใหญ่ไม่ได้มีผลต่อความพึงพอใจของฝ่ายหญิง แต่ขึ้นอยู่กับลักษณะความสัมพันธ์ของทั้ง 2 ฝ่าย
การมีเพศสัมพันธ์ขึ้นอยู่กับเทคนิคและลีลามากกว่า ยกตัวอย่างเรื่องขนาดมาตรฐานชายไทยอยู่ที่ 6 นิ้ว หากคนที่มีขนาดเพียง 4 หรือ 5 นิ้ว แต่สามารถมีเพศสัมพันธ์ได้ดี สามารถถึงจุดสุดยอดไปพร้อมๆ กับฝ่ายหญิง ก็ถือว่าปกติ ไม่มีปัญหา ไม่ต้องวิตกกังวล หรือน้อยเนื้อต่ำใจ
เช่นเดียวกับ ‘นพ.พันธ์ศักดิ์ ศุกระฤกษ์’ สูตินรีแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านฮอร์โมนต่อมไร้ท่อและการเจริญพันธุ์ ก็เคยเน้นย้ำในเรื่องนี้ว่า ใหญ่หรือเล็กไม่ใช่ปัจจัยหลักที่ทำให้ผู้หญิงถึงจุดสุดยอด สิ่งสำคัญอยู่ที่การสร้างความเข้าใจร่วมกัน และเทคนิคการเล้าโลมสร้างอารมณ์ของทั้ง 2 ฝ่ายมากกว่า
อย่างไรก็ดี ความกังวลในเรื่องของขนาดอวัยวะเพศ หากมีมากก็ส่งผลกระทบต่อจิตใจ และทำให้เกิดปัญหากับบุคคลนั้นๆ ได้ เรื่องนี้ ‘นพ.สุกมล วิภาวีพลกุล’ แนะนำว่า ต้องหยุดความเชื่อผิดๆ เรื่องขนาดให้ได้ก่อน
“มีการสำรวจในต่างประเทศพบว่า ความใหญ่ความยาวสัมพันธ์กับความสุขทางเพศหรือไม่ ปรากฏว่า ประมาณ 70-80 เปอร์เซ็นต์ บอกว่าไม่สำคัญ ส่วนอีก 20-30 เปอร์เซ็นต์บอกว่าสำคัญ และประมาณ 2 เปอร์เซ็นต์บอกว่าสำคัญมาก ซึ่งจะเห็นได้ว่าขนาดไม่ใช่ปัจจัยหลัก และไม่สำคัญเท่ากับความถอก (ปลายเปิด) ความทน (ไม่เป็นโรคหลั่งเร็ว) แล้วก็ฝีมือในการเล้าโลม เพราะการมีเพศสัมพันธ์ไม่ใช่แค่สอดใส่ แต่สัมพันธ์ทั้งเนื้อทั้งตัว ทั้งยังขึ้นอยู่กับความภูมิใจในตัวเอง ถ้ามีตรงนี้เยอะก็จะไม่มานั่งสนใจเรื่องความใหญ่ความยาว”
จิตแพทย์คนเดียวกันยังย้ำว่า คุณจู๋ของชายไทยขนาดได้สัดส่วนดีอยู่แล้ว ควรมีความมั่นใจ และพักผ่อนให้เพียงพอ อย่าตกเป็นเหยื่อของยาเถื่อน หมอเถื่อน ถ้าขนาดเจ้าโลกมีผลต่อความสุขในการมีเพศสัมพันธ์จริงๆ ก็ควรมาปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อหาแนวทางแก้ไขที่ตรงจุด
“การเพิ่มขนาดสามารถทำได้ เหมือนการทำหน้าอกของผู้หญิง แต่ไม่ใช่ทำกับหมอเถื่อน หรือซื้อยามาฉีดเอง เรื่องแบบนี้ต้องปรึกษาแพทย์เฉพาะทาง และทำการรักษาที่ได้มาตรฐานทางการแพทย์ เท่าที่ทราบจากเพื่อนที่เป็นหมอ บอกว่าผู้ชายส่วนใหญ่ที่มาทำจะเป็นกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง เพราะเขาจะซีเรียสในเรื่องนี้มาก พูดง่ายๆ คือมีมาตรฐานสูงกว่าคนทั่วไป ต้องใหญ่ ต้องยาว ต้องทน และต้องนาน ส่วนคนไทยก็มีมาทำ แต่ไม่ค่อยเยอะ”

องคชาตวิทยา 103
ว่าด้วย “การแข็งตัว”
และการบริหารอวัยวะเพศ

“การแข็งตัวของอวัยวะเพศชายที่เกิดขึ้นในตอนเช้า” (morning erection) หรือ REM sleep-related erection เนื่องจากช่วงเวลานั้นเป็นระยะของ REM sleep ประมาณตีสี่ถึงเจ็ดโมงเช้า การแข็งตัวนี้ไม่เกี่ยวกับการปวดปัสสาวะ ไม่เกี่ยวกับอารมณ์ทางเพศ ไม่เกี่ยวกับความฝัน และไม่สัมพันธ์กับระดับความต้องการทางเพศ   โดยปกติหากคุณผู้ชายยังอยู่ในวัยรุ่น วัยหนุ่ม วัยเจริญพันธุ์ เมื่อตื่นนอนตอนเช้า หนุ่มๆ จะพบว่าอวัยวะเพศแข็งตัว ขณะที่ผู้ชายวัยทองตอนตื่นนอนมีโอกาสสูงที่น้องชายจะไม่ตื่นมาแข็งตัว ที่เป็นเช่นนี้เพราะ โดยปกติอวัยวะเพศของชายหนุ่มจะแข็งสลับอ่อนตามสภาพเดิมๆ อย่างละครึ่งของเวลาที่นอนหลับ  เช่น นอน 8 ชั่วโมง อวัยวะเพศก็จะแข็งรวมๆ แล้ว 4 ชั่วโมง และอ่อนตัว 4 ชั่วโมง แต่ถ้ายิ่งแก่ตัวลง อวัยวะเพศจะแข็งตัวน้อยลง เช่น ชายวัย 40 ปี อวัยวะเพศจะแข็งตัวขณะหลับ 1 ใน 4 ของเวลาที่หลับ ที่เป็นเช่นนั้นเพราะการนอนของคนมี 2 แบบ คือ Rapid Eye Movement หรือ REM (เรม) เป็นการนอนที่ร่างกายได้พัก ซึ่งการแข็งตัวของอวัยวะเพศชายจะเกิดขึ้นในช่วงปลายของจังหวะเรมนี้เอง  อีกแบบเรียก non- Rapid Eye Movement หรือ non-REM (นอน-เรม) เป็นการนอนที่สมองได้พัก อวัยวะเพศชายจะไม่แข็งตัวเมื่อการนอนสลับมาอยู่ในจังหวะนี้ ใครไม่เกิดอาการแบบนี้ถือว่าผิดปกติ การบริหารความแข็งของอวัยวะเพศเป็นประจำเป็นเรื่องที่มีความจำเป็น เพราะในยามปกติแล้วอวัยวะเพศจะแข็งตัวตอนเช้าเพื่อยืดขยายเส้นเลือดและเนื้อเยื่อ ถ้าไม่มีการขยายตัวเป็นประจำจะมีโอกาสเกิดพังผืดภายในอวัยวะเพศ จนทำให้ขนาดของอวัยวะเพศหดลงได้ในอนาคต ถ้าตอนเช้าไม่มีการแข็งตัว ตอนเย็นยามอาบน้ำควรจะนวดให้แข็งตัวขึ้นมาอย่างน้อย 5 นาทีเป็นประจำ การดูแลน้องชายให้มีสุขภาพดีนั้นมีประโยชน์กว่าที่คิด เพราะถ้าน้องชายสุขภาพดี การแข็งตัวก็จะดีด้วย และถ้าน้องชายสุขภาพดี ชีวิตเซ็กซ์ของคุณก็จะดีตามไปด้วยเช่นกัน ผู้ชายที่มีอายุมากขึ้น กระบวนการและฮอร์โมนการทำงานทางเพศก็ต้องลดน้อยถอยลงเป็นธรรมดา และนั่นเป็นสิ่งที่ผู้ชายส่วนใหญ่หวาดกลัว กระบวนการความเสื่อมถอยต่างๆ นี้ จะเริ่มต้นเมื่ออายุ 30 ปี และลดต่อไปอีก 10 เปอร์เซ็นต์ ในทุกๆ 10 ปี แต่ทุกปัญหามีทางออก เริ่มจากลองสังเกตตัวเองสักนิดว่า “วันนี้คุณจู๋ของคุณแข็งตัวแล้วหรือยัง” สำรวจตัวเองตอนเช้าช่วงตื่นนอน ว่าน้องชายตื่นตัวแค่ไหน ถ้ารู้สึกว่าน้องชายหงอยเหงา ไม่คึกคักเหมือนเช่นเคย วิธีการต่อไปนี้จะช่วยให้น้องชายคุณปึ๋งปั๋ง ชนิดที่หินเรียกพี่เลยทีเดียว
อันดับแรกต้องทำความเข้าใจก่อนว่า อวัยวะเพศก็เป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย ร่างกายจะแข็งแรงก็ต้องออกกำลังกายสม่ำเสมอ อย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 วัน อวัยวะเพศก็เช่นกัน ต้องให้มีการแข็งตัวบ่อยๆ เพราะขณะที่แข็งตัวจะมีเลือดไปเลี้ยงมากที่สุด และเป็นเลือดที่มีออกซิเจนมากที่สุด ทำให้มีการสร้างเนื้อเยื่อเพิ่มขึ้น การแข็งตัวของอวัยวะเพศจะทำให้มีการสร้าง Prostaglandin E1 สารตัวนี้จะมีหน้าที่สองประการคือ ทำให้หลอดเลือดแดงไม่แข็งตัว เลือดแดงไปเลี้ยงอวัยวะเพศเพิ่มขึ้น และลดการสร้างคอลลาเจนซึ่งทำให้เกิดพังผืดในอวัยวะเพศ ส่งผลให้การแข็งตัวไม่ดี ร่างกายของคนเรามีระบบให้เลือดไปเลี้ยงอวัยวะเพศ ให้มีการแข็งตัวของอวัยวะเพศในตอนนอน เพื่อให้อวัยวะเพศสร้างสาร Prostaglandin E1 นั่นเอง สำหรับวัยรุ่น การแข็งตัวของน้องชาย 3-5 ครั้งต่อคืน ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร แต่ละครั้งใช้เวลา 20-30 นาที ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องบริหาร
แต่สำหรับคนที่อายุ 30 ปีขึ้นไป ระดับฮอร์โมนเริ่มลดลง การแข็งตัวก็ลดลงด้วย และแข็งได้ไม่นาน จึงจำเป็นต้องบริหารให้อวัยวะเพศมีการแข็งตัวบ่อยขึ้น เพื่อให้มีเลือดไปเลี้ยงอวัยวะเพศเพิ่ม และมีการสร้าง Prostaglandin E1
การบริหารอวัยวะเพศจะต้องทำให้อวัยวะเพศมีการแข็งตัว 3-5 ครั้งต่อสัปดาห์ และแข็งแต่ละครั้งนาน 20-30 นาที เพื่อให้เลือดไปเลี้ยงอวัยวะเพศ และป้องกันเส้นเลือดแข็ง วิธีง่ายๆ สำหรับการบริหารเพื่อคืนความแข็งแกร่งให้กับน้องชายคือ “การบริหารกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน” เพราะเป็นจุดสำคัญที่ควบคุมการหลั่งน้ำอสุจิและปัสสาวะ หากหมั่นบริหารให้แข็งแรงอยู่เสมอ จะช่วยให้น้องชายแข็งตัวดีขึ้น สามารถควบคุมไคลแมกซ์หรือชะลอการหลั่ง และปฏิบัติกามกิจได้นานขึ้น รวมถึงทำให้มีน้ำเชื้ออสุจิเพิ่มขึ้นและพุ่งแรงขึ้น
หลายคนอาจสงสัยว่า กล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานอยู่ตรงไหน เอาง่ายๆ เมื่อคุณกำลังจะปัสสาวะ ให้ลองกลั้นปัสสาวะดู กล้ามเนื้อที่คอยควบคุมการกลั้นปัสสาวะและอุจจาระนั่นแหละคือกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน การบริหารกล้ามเนื้อดังกล่าว พูดง่ายๆ ก็คือ “การขมิบ” ตรงบริเวณนั้นนั่นเอง
ช่วงเริ่มต้นให้นอนหงายชันเข่า เกร็ง (หรือขมิบ) กล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน 5-10 วินาที สลับการหยุดพักเพื่อผ่อนคลาย 3 วินาที ทำวันละ 10-15 ครั้ง เมื่อทำจนคุ้นเคยแล้ว ก็สามารถทำได้ทุกเวลาทุกสถานที่ ไม่ว่ายืน นั่ง หรือนอน
ข้อสำคัญขณะที่เกร็งกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน ต้องไม่เกร็งกล้ามเนื้อกลุ่มอื่น เช่น กล้ามเนื้อขาหรือท้อง เพราะจะเป็นการเพิ่มความดันต่อกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน นอกจากนี้ก็ไม่ควรหักโหม หรือใจร้อนเกินไป เพราะต้องใช้เวลาอย่างน้อย 2-3 สัปดาห์จึงจะเห็นผล

อ่านกันเพลินๆ
คุณจู๋กับ “ไฝพยากรณ์”

ร่างกายหรือผิวกายคนเราต้องมีไฝ ปาน หรือขี้แมงวัน อยู่ที่ใดที่หนึ่งอย่างน้อยหนึ่งเม็ด ในการดูลักษณะบุคคลชายหรือหญิง ศาสตร์พยากรณ์ของชาวจีนโบราณที่มีการศึกษาตำแหน่งของไฝในร่างกาย ได้รวบรวมเป็นสถิติการทำนายลักษณะของบุคคลแต่ละประเภท ถ่ายทอดกันมาจากบรรพบุรุษ สืบเนื่องนับร้อยนับพันปี รู้จักกันแพร่หลาย เรียกว่า “วิชาโหงวเฮ้ง” หรือในตำราพรหมชาติ เรียกว่า “วิชานรลักษณ์ศาสตร์”
เป็นศาสตร์พยากรณ์ลักษณะของบุคคล ว่ามีอุปนิสัยใจคอและความเป็นอยู่เช่นไร น่าคบค้าสมาคมด้วยหรือไม่ “ไฝพยากรณ์” ก็เป็นส่วนหนึ่งของศาสตร์นี้ มักใช้ดูร่วมกับลักษณะสรีระส่วนต่างๆของร่างกาย เช่น ใบหน้า ดวงตา คิ้ว จมูก ปาก ใบหู ซึ่งมีอิทธิพลต่อโชคชะตาชีวิต
ไฝพยากรณ์เป็นศาสตร์ที่เข้าใจง่าย ใช้ง่าย เมื่อเห็นไฝตำแหน่งใดในร่างกาย ก็จะทำนายลักษณะของบุคคลได้ทันที หรือเมื่อพบปะสมาคมกับผู้อื่น ไฝบริเวณใบหน้าซึ่งเห็นได้ง่ายจะบอกลักษณะอุปนิสัยใจคอของบุคคลนั้นได้เป็นเบื้องต้น
แต่ไฝที่อวัยวะเพศ คงมีแต่ตัวเองและคนสนิทระดับนอนเตียงเดียวกันเท่านั้นที่มีสิทธิเห็น มีสิทธิเอามาเทียบเคียงกับคำทำนายว่าแม่นหรือไม่…
“ไฝที่ลำตัวคุณจู๋” เป็นคนเฉลียวฉลาดในหน้าที่การงานและการศึกษา พูดจาไพเราะ มีความเพียรพยายาม โชคดีในเรื่องดึงดูดความสนใจจากเพศตรงกันข้าม เจ้าชู้ แต่อาจจะดวงตกเพราะเรื่องกามารมณ์ มีเคราะห์จากผู้หญิง มักมีปัญหาหย่าร้าง คู่ครองที่แท้ต้องทนความเจ้าชู้ได้
“ไฝที่ปลายคุณจู๋” เป็นคนมักมากในกามารมณ์ มีเสน่ห์ต่อเพศตรงข้าม เป็นที่ติดอกติดใจของเพศตรงข้าม หรือเป็นที่ต้องตาต้องใจภรรยาของคนอื่น โอกาสเป็นชู้จึงมีมาก มักมีเรื่องทะเลาะถึงขั้นขึ้นโรงขึ้นศาลอยู่เรื่อยๆ เพราะมีเคราะห์เกี่ยวกับผู้หญิง แต่ก็เป็นคนฉลาดเอาตัวรอดได้ คู่ครองเป็นคนอ้วน (อวบ เจ้าเนื้อ) หรือเป็นม่าย
“ไฝที่ลูกอัณฑะ” เป็นคนจิตใจเยือกเย็น สุขุมรอบคอบ แฝงไว้ด้วยความทระนง น้ำใจงาม ชอบช่วยเหลือคนอื่น ชะตาชีวิตไม่ลำบาก มีโชคลาภโอกาสดีๆ เข้ามาเสมอ ถ้าใฝ่ทางธรรมก็จะรุ่งโรจน์มาก คู่ครองเป็นคนจิตใจงาม ซึ่งเป็นแรงสนับสนุนให้ประกอบการทำบุญกุศลได้เป็นอย่างดี
ว่าแล้วก็ลองสำรวจดู ว่าคุณจู๋กับคุณอัณฑะของคุณ (หรือแฟนคุณ) มีไฝบ้างหรือไม่ และอยู่ตรงจุดไหน ถ้ามี-คำทำนายดีๆ ก็เก็บไว้ คำทำนายร้ายๆ ก็ปล่อยไปหรือเอาไว้เตือนตน โดยคิดซะว่า “หมอดูย่อมคู่กับหมอเดา” และ “เราต้องฉลาดพอที่จะเลือกแต่สิ่งดีๆ ให้ตัวเอง”