ค้ากาม…ค้ามนุษย์

ในนิยามอย่างเป็นทางการ (และเป็นภาษากฎหมาย) “การค้ามนุษย์” หมายถึง “การจัดหา การขนส่ง การส่งต่อ การจัดให้อยู่อาศัย หรือการรับไว้ซึ่งบุคคลด้วยวิธีการขู่เข็ญ หรือด้วยการใช้กำลัง หรือด้วยการบีบบังคับในรูปแบบอื่นใด ด้วยการลักพาตัว ด้วยการฉ้อโกง ด้วยการหลอกลวง ด้วยการใช้อำนาจโดยมิชอบ หรือด้วยการใช้สถานะความเสี่ยงภัยจากการค้ามนุษย์โดยมิชอบ หรือมีการให้ หรือรับเงิน หรือผลประโยชน์เพื่อให้ได้มาซึ่งความยินยอมของบุคคลผู้มีอำนาจ ควบคุมบุคคลอื่น เพื่อความมุ่งประสงค์ในการแสวงประโยชน์ การแสวงประโยชน์อย่างน้อยที่สุด ให้รวมถึงการแสวงประโยชน์จากการค้าประเวณีของบุคคลอื่น หรือการแสวงประโยชน์ทางเพศในรูปแบบอื่น การบังคับใช้แรงงานหรือบริการ การเอาคนลงเป็นทาส หรือการกระทำอื่นเสมือนการเอาคนลงเป็นทาส การทำให้ตกอยู่ใต้บังคับ หรือการตัดอวัยวะออกจากร่างกาย”
แต่ด้วยเหตุที่เพนท์เฮ้าส์เป็นนิตยสารด้านความรักความใคร่และเรื่องเพศ ในประเด็นที่เกี่ยวกับการค้ามนุษย์ เราจึงสโคปเนื้อหาลงไปในส่วนที่เกี่ยวกับ “การแสวงประโยชน์จากการค้าประเวณีของบุคคลอื่น หรือการแสวงประโยชน์ทางเพศในรูปแบบอื่น” ไม่ว่าบุคคลนั้นจะเต็มใจหรือไม่ก็ตาม ซึ่งยังมีอยู่อีกเป็นจำนวนมากในสังคมไทย ยิ่งถ้าบุคคลอื่นไม่เต็มใจ ถูกขู่เข็ญ บีบบังคับ หลอกลวง ก็ยิ่งเข้าข่ายค้ามนุษย์ ทั้งโดยพฤตินัยและนิตินัย

2 ข่าวใหญ่ในรอบ 2-3 ปี
ทำให้สังคมตื่นตัวเรื่อง “ค้ามนุษย์”

ข่าวแรกเกิดที่แม่ฮ่องสอน เริ่มตั้งแต่ปลายปี 2559 และแพร่ขยายมาถึงปี 2560 เรื่องราวนี้มี 2 คดี 2 วาระ เพียงแต่มีตัวละครร่วมกัน เรื่องแรกคือ “คดีค้าประเวณี” เริ่มจากแม่พาลูกสาวไปแจ้งความที่ สภ.เมืองแม่ฮ่องสอน หลังจากทราบว่าลูกสาวค้าบริการทางเพศ โดยไปแจ้งความเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2559
ต่อมามีการจับกุมและดำเนินคดีกับแม่เล้า ในเครือข่ายของ ‘สิริกมลณัฏฐ์’ 4 คน คือ โจ๊ะ ฟ้า เมย์ และ กุ้ง โดยหนึ่งในนั้นมี ‘ดาบตำรวจยุทธชัย ทองชาติ’ เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้อง จึงมีการตั้งคณะกรรมการสอบ และย้ายไปปฏิบัติราชการที่จังหวัดแพร่ โดยตอนนั้นแม่เห็นว่ามีการดำเนินคดีกับแม่เล้า แต่ไม่มีการดำเนินคดีกับตำรวจ และมีคนในพื้นที่เกี่ยวข้อง จึงไปร้องกับ ปคม. (หน่วยปราบปรามการค้ามนุษย์)
เรื่องที่ 2 เมื่อเดือนมีนาคม 2560 แม่ของเด็กหญิงคนเดิม ได้พาเด็กหญิงอีก 2 คน เดินทางไปแจ้งความที่ ปคม. ซึ่งตอนนั้น ปคม.มีการรับเรื่องและได้ตรวจสอบ จากนั้นตั้งคณะทำงานนำไปสู่การออกหมายจับผู้ต้องหา 3 คน และขยายผลการค้ามนุษย์ต่อไป 
 ข่าวที่สองเกิดในกรุงเทพฯ เมื่อต้นปีที่ผ่านมา หลังจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้สนธิกำลังกับกรมการปกครอง ร่วมกันตรวจค้นจับกุมสถานบริการอาบอบนวด “วิคตอเรีย ซีเคร็ท” เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2561 พบหญิงบริการ 113 คน ซึ่งมีลักษณะพฤติการณ์เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2560
ในวันดังกล่าวเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมหลายหน่วยงาน ได้ปฏิบัติการตามแผนจับกุมโดยการสืบสวนและแสวงหาพยานหลักฐาน พบว่าสถานบริการวิคตอเรีย ซีเคร็ท อาบอบนวด เป็นสถานที่ที่จัดไว้เพื่อการค้าประเวณีหรือยอมให้มีการค้าประเวณี จึงได้จับกุมผู้ต้องหาพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจนครบาล
วังทองหลาง
และต่อมา ‘พันตำรวจเอก ไพสิฐ วงศ์เมือง’ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้อนุมัติให้รับความผิดทางอาญาดังกล่าวเป็นคดีพิเศษที่ 5/2561 โดยมีข้อสั่งการให้เร่งรัดติดตามผู้กระทำความผิดมาดำเนินการตามกฎหมาย
ผู้ต้องหาคนสำคัญและถูกจับกุมตัวไว้แล้วเมื่อเดือนกรกฎาคม 2561 คือ ‘นางสาวนันทะวรรณ์ ชาลีนิวัฒน์’ และ ‘นายประเสริฐ แจ้งฉาย’ โดยนางสาวนันทะวรรณ์เป็นผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลอาญาที่ 599/2561 ลงวันที่ 28 มีนาคม 2561 เจ้าหน้าที่ผู้จับกุมได้นำผู้ต้องหาส่งพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ กรมสอบสวนคดีพิเศษ ดำเนินการตามกฎหมาย โดยกล่าวหาว่าร่วมกันเป็นอั้งยี่หรือซ่องโจร
โดยพฤติการณ์ในการกระทำผิด คือ นางนันทะวรรณ์มีชื่อเป็นผู้ใช้งานระบบคอมพิวเตอร์ของ “เดอะ ลอร์ด กรุ๊ป” ซึ่งเป็นกลุ่มบริษัทที่บริหารจัดการสถานบริการอาบอบนวดในเครือ 4 แห่ง โดยทำหน้าที่สั่งการในสถานบริการดังกล่าวในฐานะหัวหน้าแคชเชียร์ ย่อมต้องรู้ว่าสถานบริการอาบอบนวดดังกล่าว มีลักษณะเป็นองค์กรอาชญากรรม ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 และมีลักษณะเป็นอั้งยี่ ซ่องโจร ตามประมวลกฎหมายอาญา
ส่วนนายประเสริฐ แจ้งฉาย เป็นผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลอาญาที่ 588/2561 ลงวันที่ 28 มีนาคม2561 ถูกกล่าวหาว่า ร่วมกันเป็นธุระจัดหา หรือชักพาไปซึ่งบุคคลใด เพื่อให้บุคคลนั้นกระทำการค้าประเวณี แม้บุคคลนั้นจะยินยอมก็ตาม และร่วมกันเป็นผู้สนองความใคร่ของผู้อื่น เป็นธุระจัดหาหรือพาไปเพื่อการอนาจารซึ่งชายหรือหญิง แม้ผู้นั้นจะยินยอมก็ตาม
ส่วนผู้ต้องหาคนสำคัญคือ ‘นายกำพล วิระเทพสุภรณ์’ หรือ ‘เสี่ยกำพล’ เดินทางหลบหนีออกนอกประเทศ ยังไม่ได้ตัวมีดำเนินคดี แต่มีข่าวว่าถูกยึดทรัพย์ไว้ 463 ล้านบาท

นอกจากข่าวใหญ่
ยังมีข่าวย่อยๆ เกิดขึ้นเป็นระยะ

ดัง 5 ตัวอย่าง ที่รวบรวมมาให้อ่านกัน ณ ที่นี้ ทั้งที่เกิดขึ้นในโลกออนไลน์และออฟไลน์ ทั้งค้ากามเด็กชายและเด็กหญิง ทั้งที่ผู้ต้องหาเป็นชาวไทยและต่างชาติ

1.ค้ามนุษยฺผ่านกรุ๊ปไลน์

ตำรวจปราบปรามการค้ามนุษย์ ร่วมกับ 4 หน่วยงาน เปิดแผนผังที่แสดงพฤติกรรมการกระทำผิดในคดีการซื้อขายบริการทางเพศเด็กชาย อายุต่ำกว่า 18 ปี โดยชี้ให้เห็นว่ามีการลักลอบใช้แอปพลิเคชั่นไลน์ ชื่อ “รักเด็ก” พร้อมไลฟ์สดในห้องแชท ให้กับกลุ่มผู้มีรสนิยมเพศเดียวกัน ซึ่งมีสมาชิกในกลุ่มจำนวนมาก และมีบุคคลที่มีชื่อเสียงเป็นลูกค้าซื้อบริการทางเพศ
โดยตำรวจควบคุมตัวกลุ่มผู้ต้องหาได้ 9 คน มีทั้งอาจารย์มหาวิทยาลัยรัฐชื่อดัง บุคคลที่มีชื่อเสียง และพนักงานกรมคุมประพฤติ สังกัดกระทรวงยุติธรรม ซึ่งทั้งหมดจะถูกดำเนินคดีในความผิดฐานสนับสนุนการค้ามนุษย์ พรากผู้เยาว์ และความผิดตามพระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์ ในการนำเข้าสื่อลามกอนาจารเด็ก

2.ค้ามนุษย์ในร้านคาราโอเกะ

เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2561 ที่สภ.อุทัย จ.พระนครศรีอยุธยา ตำรวจพร้อมด้วยเจ้าหน้าที่สหวิชาชีพ พม.จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เจ้าหน้าที่ศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ร่วมกันสอบสวน ‘นางชญานุตร์ หันจัดการ’ อายุ 40 ปี เจ้าของร้านรุ่งเรือง คาราโอเกะ ผู้ต้องหาค้ามนุษย์ เปิดสถานบริการให้มีการค้าประเวณี
ในรายงานข่าวระบุว่า รองผบก.ภ.จว.พระนครศรีอยุธยา ได้รับการร้องเรียนจากประชาชน ว่าที่ร้านคาราโอเกะดังกล่าวมีการลักลอบค้าประเวณี โดยมีเด็กให้บริการทางเพศ เข้าข่ายการค้ามนุษย์ จึงได้ทำการสืบสวนและวางแผนล่อซื้อจับกุม พบเด็กหญิงอายุ 16 ปี ให้บริการ เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงเข้าตรวจค้น พบเงินที่ใช้ในการล่อซื้อ จึงควบคุมตัวนางชญานุตร์ เจ้าของร้านไปทำการสอบสวน
ตั้งข้อหาค้ามนุษย์ ซึ่งได้กระทำต่อบุคคลอายุเกิน15 ปี แต่ไม่ถึง18 ปี เป็นธุระจัดหา ล่อไปหรือชักพาไป เพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่น เป็นเจ้าของกิจการการค้าประเวณี ผู้ดูแล ทั้งหมดเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.การค้ามนุษย์ พ.ร.บ.การค้าประเวณี และพ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก

3.ค้ามนุษย์โดยคนใกล้ชิด

‘นางปวีณา หงสกุล’ ประธานมูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี พร้อมด้วยสารวัตรกองกำกับการ 2 กองบังคับการปราบปราม และเจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบปราม บุกเข้าตรวจสอบภายในห้องพักของโรงแรมแห่งหนึ่ง ใน อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา เพื่อช่วยเหลือ น.ส.เอ (นามสมมุติ) อายุ 15 ปี ซึ่งถูกบังคับมาขายบริการให้กับอดีตข้าราชการครู วัย 61 ปี ของโรงเรียนแห่งหนึ่งใน จ.พระนครศรีอยุธยา เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงควบคุมตัวไว้
จากนั้นกำลังอีกชุดบุกไปจับกุมตัว น.ส.ปาวีณา อายุ 20 ปี ซึ่งเป็นอาเลี้ยงของ น.ส.เอ (นามสมมุติ) และเป็นคนพา น.ส.เอ (นามสมมุติ) มาส่งที่โรงแรมดังกล่าว จากการตรวจค้นในตัวพบยาบ้า 1 เม็ด จึงควบคุมตัวไปสอบสวนที่กองปราบปราม
นางปวีณา กล่าวว่าทางมูลนิธิฯ ได้รับการขอความช่วยเหลือจาก น.ส.แก้ว (นามสมมุติ) ซึ่งเป็นแม่ น.ส.เอ ว่าลูกสาวถูก น.ส.ปาวีณา ซึ่งเป็นอาเลี้ยง หลอกและบังคับข่มขู่พาไปขายบริการทางเพศ ใน จ.พระนครศรีอยุธยา นานกว่า 7 เดือน น.ส.แก้ว ทนไม่ไหวจึงเข้ามาร้องเรียนที่มูลนิธิฯ ทางมูลนิธิฯ จึงประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบปรามเข้าช่วยเหลือ

4.ค้ามนุษย์โดยมาเฟียต่างชาติ

พนักงานสอบสวนดีเอสไอได้นำตัว ‘นายคิม ฮยอง จุน’ อายุ 39 ปี ผู้ต้องหาคดีสมคบกันตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปเพื่อค้ามนุษย์ มายื่นคำร้องฝากขังศาลอาญา ครั้งแรกเป็นเวลา 12 วัน เนื่องจากจะต้องสอบพยานอีก 8 ปาก
สืบเนื่องจากระหว่างเดือนมกราคมถึงกุมภาพันธ์ 2560 ผู้ต้องหาได้ร่วมกับพวกหลอกลวงชักชวนให้ผู้หญิงไทยผู้เสียหายไปทำงานนวดที่เกาหลี แต่กลับพาไปควบคุมหน่วงเหนี่ยวกักขัง บังคับให้ค้าประเวณี และยึดหนังสือเดินทาง ภายหลังผู้เสียหายได้รับการช่วยเหลือ จึงสามารถเดินทางกลับมาประเทศไทยได้
พนักงานสอบสวนได้รวบรวมพยานหลักฐาน จึงยื่นคำร้องขอออกหมายจับ กระทั่งวันที่ 17 สิงหาคม ติดตามจับกุมผู้ต้องหาดำเนินคดีชั้นสอบสวน ซึ่งผู้ต้องหาให้การปฏิเสธ โดยท้ายคำฟ้อง พนักงานสอบสวนได้ขอคัดค้านการประกัน เนื่องจากผู้ต้องหาเป็นชาวต่างชาติ และอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต เกรงจะหลบหนี นอกจากนี้ผู้ต้องหายังเป็นบุคคลตามหมายจับของตำรวจสากลด้วย

5.ค้ามนุษย์โดยอดีตนางแบบ

เมื่อเดือนกรกฎาคม 2560 ผู้กำกับการ สน.ห้วยขวาง เปิดเผยว่ามีการจับกุมผู้ต้องหาคดีค้ามนุษย์ ซึ่งเป็นผลจากการล่อซื้อการค้าประเวณีผ่านสื่อโซเชียล ทางช่องทางไลน์ โดยตำรวจได้แฝงตัวไปล่อซื้อบริการทางเพศเด็กสาวอายุ 16 ปี คนหนึ่ง ผ่านกลุ่มไลน์ลับเฉพาะในราคา 15,000 บาท จนมีการนัดแนะนำเด็กสาวมาพบสายของตำรวจ จึงนำกำลังเข้าจับกุม
จากการสอบสวนพบว่าผู้ต้องหาเป็นอดีตนางแบบจากค่ายหนังสือชื่อดังแห่งหนึ่ง อายุประมาณ 30 ปี มีลักษณะทำตัวเป็นแม่เล้าชัดเจน เนื่องจากมีการแบ่งเงินค่าซื้อบริการ โดยหักส่วนต่างเก็บไว้ 8 พันบาท และมอบให้เด็กสาวเพียง 7 พันบาทเท่านั้น ซึ่งคดีดังกล่าวเข้าข่ายเป็นความผิดฐานค้ามนุษย์ โดยการค้าประเวณีเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี

ประเภทและสาเหตุ
ของการค้ามนุษย์

อันดับหนึ่งของธุรกิจ “ค้ามนุษย์” จากการสำรวจพบว่า ร้อยละ 79 เป็นการใช้ประโยชน์ทางเพศ หรือการค้ากาม ซึ่งเหยื่อส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงและเด็กหญิง รูปแบบของการค้ามนุษย์ที่พบเห็นเป็นประจำ เช่น การบริการทางเพศ (การค้าบริการทางเพศ) การใช้แรงงานเยี่ยงทาส (การค้าทาส) การรับจ้างแต่งงาน การขอทาน การตัดอวัยวะออกจากร่างกาย
ปัจจุบันปัญหาการค้ามนุษย์ได้ทวีความรุนแรงมากขึ้น ทั้งในประเทศไทยและประเทศต่าง ๆ โดยมีสาเหตุจากกระแสโลกาภิวัตน์ ทำให้เกิดภาวะโลกไร้พรมแดน ความเจริญก้าวหน้าของเส้นทางคมนาคม และเทคโนโลยีข้อมูลข่าวสาร เกิดเครือข่ายธุรกิจผิดกฎหมาย และกระบวนการค้ามนุษย์ที่มีความซับซ้อนมากขึ้น จนกลายเป็นองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ
           สาเหตุของการเข้าสู่ขบวนการค้ามนุษย์ มี 3 ปัจจัยหลักๆ คือ 1.ปัจจัยผลักดัน ได้แก่ ปัจจัยทางเศรษฐกิจ เมื่อ 10-20 ปีที่ผ่านมา ความยากจนอาจเป็นสาเหตุที่ผลักดันให้หญิงและเด็กตกอยู่ในสภาพถูกค้า แต่ภายหลังพบว่า ความยากจนโดยตัวของมันเองไม่ได้เป็นเงื่อนไขให้เกิดการค้าหญิง แต่มักจะเป็นความยากจนรวมกับปัจจัยอื่น ๆ เช่น การขาดโอกาสได้รับการศึกษา การเข้าไม่ถึงบริการของรัฐ การขาดทักษะอาชีพ หรือความไม่รู้ โดยเฉพาะความไม่รู้เท่าทันถึงวิธีการหลอกลวง ตั้งแต่หลอกลวงเรื่องค่าจ้าง ลักษณะงาน ความไม่รู้เรื่องหนี้สิน อันเกิดจากนายจ้างและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ไปจนถึงวิธีการปลอมแปลงเอกสารสำคัญต่าง ๆ
          นอกจากนี้สภาพความเลวร้ายในครอบครัว ก็มีส่วนผลักดันให้หญิงและเด็ก ต้องแสวงหาโอกาสที่ดีกว่า โดยไม่ทันคำนึงถึงอันตรายต่าง ๆ 
          2.ปัจจัยดึงดูด คือความต้องการเงินเพื่อยังชีพ ส่งให้บิดามารดา หรือซื้อของที่ต้องการ อันเนื่องมาจากค่านิยมเชื่อมโยงกับบริโภคนิยมและวัตถุนิยม
          3.ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับเจตคติและค่านิยม ได้แก่ การมีค่านิยมที่ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับการมองว่าผู้หญิงและเด็กมีความด้อยด้านเพศและอายุ ทำให้ถูกเอารัดเอาเปรียบ ถูกหลอกลวงและถูกบังคับได้ง่าย
           ที่ผ่านมา เด็กและหญิงที่ตกเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์ แบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม คือ 1.เด็กและหญิงไทยที่ตกเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์ 2.เด็กและหญิงต่างด้าวที่เข้าประเทศไทย ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย และตกเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์ 3.เด็กและหญิงต่างด้าวที่เข้าประเทศไทยถูกต้องตามกฎหมาย แต่ภายหลังตกเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์ 4.เด็กและหญิงที่มิได้มีสัญชาติไทย แต่อาศัยอยู่ในประเทศไทย และตกเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์

สถานการณ์การค้ามนุษย์ในประเทศไทย
จาก “ค้ากาม” ถึง “ค้าทาส”
ในปัจจุบัน ปัญหาการค้ามนุษย์โดยเฉพาะต่อกลุ่มเด็กและหญิง เป็นปัญหาระดับโลกและได้แพร่ขยายมากขึ้น ซึ่งในระยะแรกๆ มุ่งไปที่การเอารัดเอาเปรียบทางเพศ และการล่วงละเมิดทางเพศที่มีต่อเด็ก โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับธุรกิจบริการทางเพศ
ต่อมาปัญหาได้ขยายตัวเป็นการใช้แรงงานรูปแบบอื่น ๆ ที่เป็นการล่วงละเมิดสิทธิมนุษยชน การบังคับขู่เข็ญ การทำร้ายร่างกาย จิตใจ การทำให้เสียอิสรภาพและศักดิ์ศรีของการเป็นมนุษย์ ลักษณะเหล่านี้ถือเป็นการ “ค้าทาส” ซึ่งก่อให้เกิดผลกระทบอย่างกว้างขวาง ทั้งในระดับนานาชาติ ระดับประเทศ และระดับท้องถิ่น
           ประเทศไทยเป็นประเทศหนึ่งในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ที่ประสบปัญหาการค้ามนุษย์ และตกอยู่ในสถานะ 3 สถานะ คือ 1.เป็นประเทศต้นทาง มีการนำคนจากพื้นที่ชนบท ชุมชนชาวไทยภูเขา หรืออื่นๆ ส่งไปทั้งในประเทศและต่างประเทศ
2.เป็นประเทศทางผ่าน ขบวนการค้ามนุษย์ใช้เป็นทางผ่าน พาคนจากประเทศพม่า ลาว จีน เขมรฯลฯ ไปยังประเทศอื่นๆ
3.เป็นประเทศปลายทาง มีการนำคนจากที่อื่นเข้ามาพักและแสวงหาประโยชน์ในเมืองไทย
ซึ่งในปี 2547 รัฐบาลไทยโดยนายกรัฐมนตรี ประกาศเจตนารมณ์ในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม ให้การค้ามนุษย์เป็นวาระแห่งชาติ และมอบนโยบายด้านการค้ามนุษย์ 6 ข้อ ดังนี้
1.การเสริมสร้างศักยภาพ
2.การแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร
3.การปรับปรุงและแก้ไขกฎหมายด้านการค้ามนุษย์
4.การรณรงค์เพื่อให้สังคมเห็นปัญหาอย่างแท้จริง
5.การฟื้นฟูและเยียวยาผู้ที่ตกเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์
6.การปรับระบบความคิด ทัศนคติของคนในสังคม
ประเทศไทยบังคับใช้กฎหมายป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์มาตั้งแต่ปี 2551 แต่ถูกลดระดับความน่าเชื่อถือในสถานการณ์การค้ามนุษย์จาก Tier II เป็น Tier II Watch List หรือบัญชีรายชื่อประเทศที่ต้องจับตามองเป็นพิเศษ (รายละเอียดดูในล้อมกรอบ)
ในรายงานระบุว่า แม้กระบวนการคัดแยกผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์จะพัฒนาขึ้นอย่างมีลำดับ แต่กระบวนการบังคับใช้กฎหมายของประเทศไทยยังคงล้มเหลว มีการดำเนินการอย่างมีข้อจำกัด เกิดจากสาเหตุหลายประการ ทั้งความรู้ความเข้าใจในตัวบทกฎหมาย การเพิกเฉยต่อการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง มีการแสวงหาผลประโยชน์ของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง รัฐบาลไม่สามารถดำเนินการบังคับใช้กฎหมายกับกระบวนการค้ามนุษย์ได้อย่างจริงจัง
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลได้ประกาศใช้พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2560 โดยมีผลบังคับใช้แล้ว ตั้งแต่วันที่ 28 มกราคม 2560 เป็นต้นไป โดย พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ ฯ ฉบับที่ 3 นี้ ได้ให้ความสำคัญกับการเพิ่มประสิทธิภาพในการคัดแยกผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ และเพิ่มความเข้มข้นเอาจริงเอาจังในการบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งเป็นข้อเสนอแนะของสหรัฐฯ เมื่อปี 2559
โดยได้แก้ไขเพิ่มเติม อาทิ แก้ไขคำนิยามและเพิ่มลักษณะความผิดฐานค้ามนุษย์ให้มีความชัดเจนมากขึ้น เช่น การบังคับใช้แรงงาน ให้ครอบคลุมถึงการยึดเอกสารสำคัญประจำตัว หรือนำภาระหนี้มาเป็นสิ่งผูกมัดโดยมิชอบ หรือที่เรียกกันว่า “แรงงานขัดหนี้”เพิ่มโทษปรับให้สูงขึ้น โดยใช้อัตราโทษจำคุก 1 ปี ต่อโทษปรับ 1 แสนบาท
และกำหนดฐานความผิดที่กระทำต่อเด็กที่มีอายุไม่เกิน 15 ปี ให้ทำงานหรือให้บริการ อันอาจเป็นอันตรายอย่างร้ายแรงและมีผลกระทบต่อร่างกายหรือจิตใจ การเจริญเติบโต หรือพัฒนาการของบุคคลหรือขัดต่อศีลธรรมอันดี ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 4 ปี และปรับไม่เกิน 4 แสนบาท

ช่วยกันแก้ปัญหาการค้ามนุษย์
ด้วยมาตรการ “3P”

ในปัจจุบันนี้ปัญหาการค้ามนุษย์เป็นปัญหาระดับสังคมโลก ที่ทุกๆ ประเทศต่างให้ความสนใจและหาทางแก้ไข มาตรการ “3P” ซึ่งได้แก่ “ปราบปราม” (Prosecution) “ปกป้อง” (Protection) และ “ป้องกัน” (Prevention) จึงถูกหยิบยกขึ้นมาเพื่อใช้ในการแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ โดยมาตรการนี้ถือเป็นมาตรการสากลและยอมรับกันทั่วโลก
มาตรการ “3P” เป็นการผสมผสานกันระหว่างการระงับยับยั้งการค้ามนุษย์ที่มีอยู่ให้หมดสิ้นไป และ ช่วยเหลือเยียวยาเหยื่อหรือผู้เสียหายให้กลับมีสภาพดังเดิม รวมถึงการหาทางแก้ไขมิให้การค้ามนุษย์เกิดขึ้นอีกในอนาคต
สำหรับประเทศไทยนั้น ประสบกับปัญหาการค้ามนุษย์มาโดยตลอด และเมื่อเร็วๆ นี้ รัฐบาลได้จัดให้ปัญหาการค้ามนุษย์เป็นวาระแห่งชาติที่ต้องเร่งแก้ไขอย่างจริงจัง โดยมีกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เป็นหัวเรือใหญ่ในการดำเนินการแก้ไขปัญหา และได้ใช้มาตรการ “3P” ในการแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ตามหลักสากล
แต่ในความเป็นจริง มาตรการ “3P” ไม่ใช่เรื่องใหม่หรือทฤษฎีใหม่สำหรับประเทศไทยแต่อย่างใด เพราะเนื้อหาสาระของมาตรการ “3P” อยู่ในพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 เป็นที่เรียบร้อยอยู่ก่อนแล้ว
อย่างไรก็ตาม ลำพังเพียงแค่การบังคับใช้พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์แต่เพียงอย่างเดียว คงไม่เพียงพอต่อการแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ได้ รัฐบาลจำเป็นต้องกำหนดมาตรการ “ปราบปราม” “ปกป้อง” และ “ป้องกัน” เพิ่มเติมขึ้นอีก
และที่สำคัญที่สุด รัฐบาลต้องบังคับใช้มาตรการ “3P” อย่างเข้มงวดและจริงจังในการแก้ไขปัญหา พร้อมทั้งหน่วยงานทุกฝ่ายไม่ว่าภาคเอกชนหรือประชาชน ควรให้ความร่วมมือและมีส่วนร่วมในการใช้มาตรการ “3P” แก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ในประเทศไทย

 

Did You Know?
ความหมายของการจัดระดับ Tier ต่างๆ

ระดับ 1 (Tier 1) : ประเทศซึ่งรัฐบาลปฏิบัติตามมาตรฐานขั้นต่ำของกฎหมาย TVPA โดยสมบูรณ์ (TVPA หมายถึง รายงานการค้ามนุษย์ของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกา)
ระดับ 2 (Tier 2) : ประเทศซึ่งรัฐบาลไม่ได้ปฏิบัติตามมาตรฐานขั้นต่ำของกฎหมาย TVPA โดยสมบูรณ์ แต่กำลังใช้ความพยายามอย่างยิ่งในการที่จะปฏิบัติให้ได้ตาม มาตรฐานเหล่านั้น
ระดับ 2 ที่ถูกจับตามอง (Tier 2 Watch list) : ประเทศที่รัฐบาลไม่ได้ปฏิบัติตามมาตรฐานขั้นต่ำของกฎหมาย TVPA โดยสมบูรณ์ แต่กำลังใช้ความพยายามอย่างยิ่งในการที่จะปฏิบัติให้ได้ตามมาตรฐานเหล่านั้น และ ก) จำนวนสุทธิของผู้ที่ตกเป็นเหยื่อของรูปแบบที่รุนแรงของการค้ามนุษย์มีจำนวนมาก หรือกำลังเพิ่มขึ้นมาก หรือ ข) ไม่สามารถแสดงหลักฐานว่ามี