รู้ไว้ใช่ว่า…โรคจอประสาทตาเสื่อม

“โรคจอประสาทตาเสื่อม” เกิดจากความเสื่อมในส่วนกลางของจอประสาทตา จะเกิดขึ้นเมื่อมีอายุมากขึ้น และเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ความสามารถในการมองเห็นลดลง

แม้ว่าโรคนี้มักพบในผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป โดยเรียกว่า “จอประสาทตาเสื่อมเนื่องจากอายุ” แต่ก็สามารถพบได้ในผู้ที่มีอายุน้อยเช่นกัน เนื่องมาจากพันธุกรรม โดยเฉพาะผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัวป่วยเป็นโรคนี้

โรคจอประสาทตาเสื่อมมี 2 ชนิด คือ “1.แบบแห้งหรือเสื่อมช้า” เป็นชนิดที่พบได้มากที่สุด โดยเซลล์จอประสาทตาจะค่อย ๆ เสื่อมไปอย่างช้า ๆ การมองเห็นจะลดลงตามอายุที่เพิ่มขึ้น และ “2.แบบเปียกหรือแบบเร็ว” พบประมาณร้อยละ 10-15 ของโรคจอประสาทตาเสื่อมทั้งหมด โดยจะสูญเสียการมองเห็นอย่างรวดเร็วทันที เป็นผลจากจุดรับภาพกลางจอประสาทตาบวมขึ้น หรือมีเลือดออกที่จอประสาทตา

สำหรับอาการของโรคจอประสาทตาเสื่อมคือ มองเห็นภาพบิดเบี้ยว มองเห็นเส้นตรงเป็นเส้นคด มองไม่เห็นส่วนกลางของภาพ การมองภาพต้องใช้แสงเพิ่มมากขึ้น และการมองเห็นสีลดลง

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคจอประสาทตาเสื่อมคืออายุ จะพบมากในผู้ที่มีอายุมากกว่า 50 ปี และร้อยละ 50 พบว่ามาจากพันธุกรรมของผู้ป่วยที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นมาก่อน พบในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย และพบมากในผู้ที่สูบบุหรี่ โดยจะมีโอกาสเป็นโรคนี้เร็วกว่าผู้ที่ไม่สูบถึง 10 ปี

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าในปัจจุบันยังไม่มีการรักษาโรคนี้ให้หายขาด แต่สามารถหยุดหรือชะลอเพื่อให้จอประสาทตาเสื่อมช้าที่สุด โดยมีวิธีการรักษา เช่น การฉีดยา การใช้เลเซอร์พลังงานต่ำและสารไวแสง ใช้เลเซอร์พลังงานสูง และหลายวิธีร่วมกัน

ซึ่งการรักษาในแต่ละวิธีมีทั้งข้อดีและข้อเสียแตกต่างกัน เนื่องมาจากร่างกายของผู้ป่วยแต่ละคนตอบสนองต่างกัน ดังนั้นก่อนการรักษาควรปรึกษาหารือกันระหว่างจักษุแพทย์ ผู้ป่วย ญาติ ถึงวิธีการรักษาที่ดีที่สุดเป็นรายๆ ไป

ขณะเดียวกัน ทุกคนสามารถป้องกันภาวะจอประสาทตาเสื่อมได้ โดยหมั่นตรวจสุขภาพตาเป็นประจำ โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุมากกว่า 50 ปี หรือมีประวัติบุคคลในครอบครัวมีภาวะจอประสาทตาเสื่อม งดสูบบุหรี่ เลือกรับประทานอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น ผักใบเขียว และผลไม้ เป็นต้น