“ALTERNATIVE FACTS” WON’T STOP SCIENCE “ข้อเท็จจริงทางเลือก” หยุดวิทยาศาสตร์ไม่ได้

ที่ฟูกูชิมะ, ธรีไมล์ไอส์แลนด์, เชอร์โนบีล พิษร้ายถึงตายล่องลอยอยู่ในอากาศ มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น บ้านเมืองถูกทิ้งร้าง ความน่ากลัวที่แฝงตัวอยู่เงียบๆ ในสถานที่เหล่านั้น รู้จักกันในนามอันโด่งดัง “ภัยพิบัติทางนิวเคลียร์”

บนแผ่นดินของชาวอเมริกัน พิบัติภัยครั้งแรกและร้ายแรงที่สุดจากพลังงานนิวเคลียร์หรือพลังงานปรมาณู เกิดขึ้นเมื่อ 50 กว่าปีที่แล้ว แถมยังอยู่ใกล้ๆ กับเมืองใหญ่อย่างลอสแอนเจลิส และซากหายนะยังคงอยู่ แต่ไม่มีใครรู้เรื่องจนทุกวันนี้

เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม ค.ศ.1959 บริษัท Atomics International ทดสอบการทำงานของเครื่องปฏิกรณ์ปรมาณูตัวหนึ่ง เพื่อใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีที่เคยทำลายเมืองฮิโรชิมาและนางาซากิ แต่การทดลองครั้งนั้น ซึ่งเกิดที่ห้องทดลองใน Santa Susanna ทางตอนเหนือของแอลเอ เกิดความผิดพลาดจนไม่สามารถควบคุมได้

ตลอด 2 สัปดาห์หลังจากนั้น กัมมันตภาพรังสีหลายชนิดแพร่กระจายอยู่ในอากาศของแคลิฟอร์เนียใต้ รวมทั้งตัวอันตรายอย่างพลูโตเนียม (plutonium) และสตรอนเทียม (Strontium) ปริมาณมากแค่ไหนน่ะหรือ ไม่มีใครรู้ มันแพร่กระจายไปถึงไหนน่ะหรือ ต้องหาคำตอบจากสายลม เพราะไม่มีการบันทึกไว้

หลังจากนั้นอีกหลายปี ผู้ที่อาศัยอยู่ใกล้หุบเขา Simi Valley พยายามหาคำตอบ และผู้คนอีกครึ่งล้านซึ่งอาศัยอยู่ในระยะ 10 ไมล์ ห่างจากแล็บทดลอง ก็ตกอยู่ในความเสี่ยง เพราะการทำความสะอาดพื้นที่อันตรายอย่างละเอียด เป็นเพียงลมปากของผู้ก่อความเสียหาย แพทย์ที่รับผิดชอบต่อสังคมบอกว่า “การปนเปื้อนรังสียังคงแพร่กระจายออกไป…และพบในพื้นที่จำนวนมากนอกห้องปฏิบัติการ”

และต่อไปนี้คือสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวมากที่สุด นั่นคือฝันร้ายแบบที่เกิดขึ้น ณ Santa Susanna สามารถเกิดซ้ำได้อีก ทุกเมื่อและทุกที่ที่วิทยาศาสตร์ได้รับการเมินเฉยและหาทางทำลาย และผมรู้สึกโศกเศร้าที่ต้องบอกว่า ยุคของประธานาธิบดีทรัมป์ เป็นยุคเปิดศักราชสู่การทำให้วิทยาศาสตร์กลายเป็นสิ่งที่ไม่น่าเชื่อถือ

ตอนนี้ ทะเลของเรากำลังกลายเป็นอ่างน้ำร้อน เต่าทะเลเขตร้อนเดินทางขึ้นเหนือ สู่น่านน้ำแปซิฟิกที่อุ่นกว่า ห่างจากแคลิฟอร์เนียใต้และเม็กซิโกที่เคยไปเป็นประจำ ก่อนที่พวกมันจะไปเจอกับน้ำเย็น จากนั้นก็หันหัวลงใต้ และพยายามกลับมายังน่านน้ำที่เปรียบเหมือนบ้านของมัน

พวกที่รอดชีวิตพบว่าชายหาดที่เต็มไปด้วยหญ้าทะเลหายไป เจอโรคขาดสารอาหาร ไม่รู้สึกตัว และทุกข์ทรมานจากภาวะอุณหภูมิของร่างกายเพิ่มสูงขึ้น บนชายหาดที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากมหาวิทยาลัยโอเรกอนในยูยีน นี่คือตัวอย่างหนึ่งของเสียงร่ำร้องแห่งธรรมชาติ ว่าภาวะโลกร้อนกำลังเปลี่ยนแปลงโลกเราสู่ความเลวร้ายที่สุด หากเรายังเติมมลพิษในอากาศด้วยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และมีเทน นอกจากนั้น ปัญหาใหญ่แห่งยุคที่กำลังเกิดขึ้น คือ การละลายอย่างรวดเร็วของน้ำแข็งขั้วโลก

พวกเราบางคน รวมทั้งประธานาธิบดีทรัมป์ ไม่ชอบได้ยินข่าวร้ายทำนองนี้ เพราะการแสดงความรับผิดชอบต้องใช้เงินมหาศาล การพูดด้วยวิทยาศาสตร์แห่งความกลัว เกี่ยวกับสิ่งต่างๆ ที่กำลังเกิดขึ้น เช่น การละลายของน้ำแข็งขั้วโลก เรียกร้องให้มนุษย์อย่างเราเลิกเมินเฉยกับโลกธรรมชาติ

นั่นคือเหตุผลว่าทำไมทรัมป์และพลพรรคผู้สนับสนุนแนวทางของเขา จึงได้ปฏิเสธหลักฐานสำคัญ ที่พวกเราและรถยนต์และอุตสาหกรรมสกปรก กำลังทำลายโลกของเรา พวกที่พยายามปิดหูปิดตาตัวเองเหล่านี้ ชอบสิ่งที่เรียกว่า “ข้อเท็จจริงทางเลือก” (alternative facts) มากกว่า และพยายามสร้างทฤษฎีสมคบคิดขึ้นมา เพื่อสนับสนุนรัฐบาลในการตัดงบประมาณด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

หลังจากทรัมป์ย้ายเข้าไปในทำเนียบขาว สิ่งที่ตามมาคือ เขาได้ส่งกรอบการทำงานของคนที่ปฏิเสธและต่อต้านหลักฐานทางวิทยาศาสตร์เรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อให้ความคิดของพวกตนอยู่เหนือหน่วยงานสำคัญของรัฐ รวมทั้งสำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อม (Environment Protection Agency-EPA)

งานที่พวกเขาได้รับมอบหมายคือ ลบล้างความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่เป็นอยู่ และตั้งคำถามถึงความน่าเชื่อถือของผู้เชี่ยวชาญทั้งหลาย นักวิทยาศาสตร์ที่ถูกหมายหัว เป็นกลุ่มเดียวกับนักวิจัยระดับประเทศ ที่สาธารณชนกำลังมองหา เพื่อให้มาช่วยเหลือและต่อสู้กับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เช่น การสูงขึ้นของระดับน้ำทะเล และ อากาศที่แปรปรวนอย่างรุนแรง

นักเขียนดังอย่างมาร์ค ทเวน เคยกล่าวเอาไว้ว่า “ทุกคนพูดถึงสภาพภูมิอากาศ แต่ไม่มีใครลงมือทำอะไรเลยเกี่ยวกับเรื่องนี้” ในความเป็นจริง งานสำคัญคือการลงมือทำสิ่งต่างๆ ทั่วทั้งโลก เพื่อรับมือกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง แต่มันกลับทำให้รัฐบาลของทรัมป์อยากจะหยุดสิ่งเหล่านั้น เพื่อให้เราเอาคำพูดของท่านประธานาธิบดีบนทวิตเตอร์มากล่าวซ้ำว่า “น่าเศร้า!”

ลองมาสำรวจดูเล่นๆ เกี่ยวกับบทเรียนทางประวัติศาสตร์ที่เคยเกิดขึ้น อันดับแรก เป็นคำถามยอดนิยม นั่นคือ ประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน เลวอย่างไร นิกสันอยู่ในตำแหน่งตอนที่…บางทีตอนนั้นปู่ของคุณอาจลงคะแนนเสียงเลือกเขาหรือไม่เลือกก็ไม่รู้ แต่เขาต้องระเห็จจากทำเนียบขาวด้วยความอัปยศ หลังจากกรณีวอเตอร์เกทอันอื้อฉาว เป็นประธานาธิบดีคนแรกและคนเดียวในประวัติศาสตร์ของสหรัฐฯ ที่ลาออกจากตำแหน่ง ซึ่งน่าประหลาดใจพอสมควร

ตอนนั้น ก่อนที่จะมีทวิตเตอร์ คนรุ่นก่อนเราประมาณ 1-2 รุ่น พากันตั้งฉายาให้ประธานาธิบดีผู้อื้อฉาวว่า “Tricky Dick Nixon” และสองประโยคที่โด่งดังของเขาก็คือ “ข้าพเจ้าไม่ใช่คนโกง” และ “พวกท่านจะไม่มีนิกสันให้รุมเตะอีกต่อไป”

แต่ยังมีอะไรมากกว่านั้น ก่อนที่นิกสันจะออกจากวอชิงตันกลับไปยังแคลิฟอร์เนีย ประธานาธิบดีจากพรรครีพับลิกันคนนี้ ได้เซ็นคำสั่งพิเศษ ก่อตั้งสำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อม (EPA) ไม่มีใครรู้ว่าเขาตระหนักถึงเรื่องสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง หรือแค่เพียงพยายามเบี่ยงเบนความสนใจจากการขยายสงครามในเวียดนาม

และช่วงครึ่งศตวรรษต่อมา สำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อม (EPA) ก็ได้จัดการประสานความร่วมมือ เพื่อกวาดล้างความสกปรกรกรุงรังที่มนุษย์สร้างขึ้น และมีการยกระดับจิตสำนึกของคนในชาติ เกี่ยวกับอันตรายของมลพิษต่างๆ ที่มีต่อสุขภาพของเรา และอนาคตลูกหลานเรา

จำได้ว่าในฉากหนึ่งของหนัง Mad Men ซึ่งออกฉายช่วงต้นยุคซิกซ์ตี้ ตอนที่ ดอน ดราเปอร์ พาครอบครัวไปปิกนิก หลังจากที่กินอาหารจนอิ่มและเตรียมตัวกลับไปที่รถยนต์คาดิลแล็คของพวกเขา ดราเปอร์ดื่มเบียร์จนหมด แล้วขว้างกระป๋องเบียร์เปล่าข้ามสนามหญ้าไป ไม่มีถังขยะอยู่แถวนั้น ภรรยาของเขาสะบัดผ้าปูโต๊ะ แล้วโยนจานกระดาษและผ้าเช็ดปากเปื้อนๆ ไปในสายลม

นั่นคือการทิ้งขยะที่ทำกันเป็นประจำยุคก่อนที่จะมีสำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อม เช่นเดียวกับการปล่อยของเสียจากโรงงานอุตสาหกรรมสู่อากาศและแม่น้ำ ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นต้นทุนที่ยอมรับได้ในการทำธุรกิจ

ง่ายนักหรือที่เราจะลืมยุคอดีตอันแสนสกปรก และโชคดีเพียงใดที่เราไม่ได้มีชีวิตอยู่ในยุคของการสร้างความสกปรกให้ธรรมชาติ ซึ่งสำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อมพยายามต่อสู้เพื่อปัดกวาดให้สะอาด จนกระทั่งทีมของทรัมป์โผล่ออกมา

ทรัมป์รับตำแหน่งประธานาธิบดีได้ไม่ถึงเดือน สก็อตต์ พรูตต์ (Scott Pruitt) ผู้อำนวยการสำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อมคนใหม่ ก็ออกมาให้สัมภาษณ์ CNBC ถึงความเชื่อเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของเขา

“ผมคิดว่าการนำกิจกรรมที่ละเอียดอ่อนของมนุษย์มาเป็นตัวชี้วัดสภาพอากาศ เป็นสิ่งที่ท้าทายมาก และมีคนไม่เห็นด้วยเกี่ยวกับระดับความรุนแรงของผลกระทบที่เกิดขึ้น ดังนั้นผมจึงไม่เห็นด้วยกับคนที่สนับสนุนเรื่องนี้ อย่างที่เราเห็นๆ กันอยู่”

ก่อนหน้านี้สมัยที่เป็นอธิบดีกรมอัยการของรัฐโอคลาโฮมา พรูตต์ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากสำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อมซ้ำแล้วซ้ำอีก เนื่องจากสำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อมพยายามควบคุมมลพิษทางอากาศ ในรัฐที่เต็มไปด้วยการผลิตน้ำมันและแยกก๊าซ

จึงไม่ใช่เรื่องที่น่าประหลาดใจ เมื่อเจ้าของธุรกิจน้ำมันลงขันกันจำนวนมหาศาล บริจาคเงินสนับสนุนการรณรงค์หาเสียงทางการเมืองของเขา และไม่น่าประหลาดใจอีกเช่นกัน เมื่อประธานาธิบดีทรัมป์แถลงนโยบายจัดสรรงบประมาณต่อสภาคองเกรสครั้งแรก งบของสำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อมถูกหั่นออกถึง 1 ใน 3 ของที่ผ่านมา

วุฒิสมาชิก เบอร์นี่ แซนเดอร์ แสดงความเห็นบนทวิตเตอร์ ต่อการที่ทรัมป์เลือกพรูตต์มาดูแลสำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อมว่า “ตัวแทนของทรัมป์ที่ไปคุม EPA เป็นพวกที่ไม่ยอมรับปัญหาโลกร้อน เป็นคนที่เคยทำงานใกล้ชิดกับอุตสาหกรรมผลิตน้ำมันจากซากฟอสซิล นั่นเป็นเรื่องที่น่าเศร้าและอันตราย” และช่วงเดียวกันนั้น เสียงแปร่งๆ ที่ออกมาต่อต้านนักวิทยาศาสตร์ ซึ่งพยายามเชื่อมโยงกิจกรรมของมนุษย์กับปัญหาโลกร้อนเข้าด้วยกัน ก็ดังขึ้นเรื่อยๆ

การโจมตีสำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อมและการศึกษาสภาพอากาศ ไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับพรูตต์ และพวกพ้องที่ไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ เจมส์ อินฮอฟ (James Inhofe) เพื่อนของพรูตต์ วุฒิสมาชิกจากรัฐโอคลาโฮมา ในฐานะประธานกรรมาธิการด้านสิ่งแวดล้อม เคยแสดงความคิดเห็นเอาไว้เมื่อหลายปีก่อน ว่าปัญหาโลกร้อนเปรียบเหมือน “การหลอกลวงครั้งใหญ่ที่สุดที่เกิดขึ้นกับชาวอเมริกัน”

ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ที่วุฒิสมาชิกอาวุโสคนนี้ จะเขียนหนังสือ The Greatest Hoax: How the Global Warming Conspiracy Threatens Your Future ออกเผยแพร่

ทางด้านสภาผู้แทนราษฎร โจ บาร์ตัน ส.ส. รัฐเท็กซัส ตัวแทนพรรครีพับลิกัน ในคณะกรรมาธิการด้านพลังงาน ออกมาวิงวอนพระเจ้าของเขาเมื่อพูดถึงการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ “สำหรับพวกเราที่พยายามก้าวเข้ามา และบอกว่าได้ทำสิ่งต่างๆ มากมาย เพื่อป้องกันโลกของเราจากสภาพอากาศที่อุ่นขึ้น ผมอยากจะบอกว่าสิ่งเหล่านั้นช่างเหลวไหลสิ้นดี”

นั่นคือปฏิกิริยาที่เขามีต่อนักวิทยาศาสตร์ที่ทำนายถึงหายนะของโลก จากนั้นเขาก็สำทับด้วยวรรคทอง “คุณไม่สามารถควบคุมพระเจ้าได้”

“ผมไม่เชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นความจริง” นั่นคือคำพูดของ ฌอน แฮนนิตี้ (Sean Hannity) พิธีกรรายการทอล์กโชว์ทางช่อง Fox ที่ชอบประจบสอพลอผู้มีอำนาจอย่างทรัมป์แบบออกนอกหน้า เขาได้ตอกย้ำความคิดนี้ลงในหมู่ผู้ชมทีวีและผู้ฟังวิทยุรายการของเขาติดต่อกันนานหลายปี “ผมคิดว่าคนที่เชื่อเรื่องโลกร้อนมีสภาพจิตเหมือนพวกที่เป็นโรคฮิสทีเรียและตื่นตระหนกจนเกินเหตุ”

ใต้ดวงอาทิตย์นี้ไม่มีอะไรใหม่ พูดแบบนั้นก็ได้ เมื่อนักวิทยาศาสตร์ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและผู้ที่ไม่ยอมรับเรื่องนี้ ต้องมาเผชิญหน้ากันอีกครั้งในปัจจุบัน ย้อนกลับไปในช่วงทศวรรษ 1890 สวาน อาร์รีเนียส (Svante Arrhenius) นักฟิสิกส์และเคมีชาวสวีเดน คาดการณ์เอาไว้ตั้งแต่ยุคนั้นว่า ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่มนุษย์สร้างขึ้น จะไปเพิ่มสภาวะกรีนเฮ้าส์เอฟเฟ็กต์ และทำให้โลกร้อนขึ้น

“เหลวไหล” คือปฏิกิริยาตอบโต้ที่เขาได้รับ จากบรรดาคนที่ไม่ยอมรับความคิดของเขา

เมื่อกดปุ่มเดินหน้าอย่างรวดเร็วสู่ยุคปัจจุบัน ยุคที่นักวิทยาศาสตร์ทำงานร่วมกับคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) ขององค์การสหประชาชาติ ผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้แน่ใจว่าอุณหภูมิของโลกจะสูงขึ้นต่อไป หากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกไม่ลดลง ซึ่งผลที่ตามมาคือการถูกกระหน่ำโจมตีว่า “เหลวไหล” จากบรรดาพวกที่ไม่ยอมเชื่อ ไม่ยอมเข้าใจเหมือนในอดีตไม่มีผิด

หนึ่งในพวกที่ไม่เชื่อ และเสียงดังที่สุด คือ เจมส์ เดลิงโพล (James Delingpole) นักข่าวชาวอังกฤษ ผู้เขียนข่าวให้กับสื่ออนุรักษ์นิยมสุดขั้ว Breitbart News (กลุ่มของหัวหน้านักวางแผนประจำทำเนียบขาว สตีฟ แบนนอน ก่อนที่เขาจะมาร่วมทีมกับทรัมป์)

เดลิงโพล เป็นนักฉกฉวย ผู้ได้เครดิตจากความโด่งดังของคำว่า “ไคลเมตเกท” ซึ่งนำมาใช้ในการพูดถึงอีเมลที่รั่วออกมาจากหน่วยวิจัยสภาพภูมิอากาศ มหาวิทยาลัย East Anglia (CRU)

คุณอาจจะจำเรื่องอื้อฉาวนี้ได้ ช่วงปลายปี 2009 อีเมลส่วนตัวนับร้อยชิ้นซึ่งสื่อสารกันระหว่างนักวิทยาศาสตร์ CRU ถูกฉกออกมาเผยแพร่สู่สาธารณะ เดลิงโพลและนักวิจารณ์การศึกษาสภาพภูมิอากาศ ยึดข้อมูลเหล่านั้นมาใช้ในฐานะตัวอย่างของการสมรู้ร่วมคิด

ข่าวการรั่วไหลของข้อมูล เกิดขึ้นก่อนการประชุมสุดยอดด้านสภาพภูมิอากาศที่โคเปนเฮเกนเพียงไม่นาน พูดอีกอย่างก็คือ มันเป็นช่วงจังหวะของการสร้างความอึดอัดใจให้แก่นักวิทยาศาสตร์ นักการเมือง และนักกิจกรรม ที่กำลังเรียกร้องนโยบายระหว่างประเทศ เพื่อลดสาเหตุจากมนุษย์ในการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

“(อีเมลเหล่านั้น) แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า นักวิทยาศาสตร์ที่ CRU พยายามบิดเบือนข้อมูลเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ต้องการ” เดลิงโพล บอกผม เขาชี้ไปที่อีเมลชิ้นหนึ่งเป็นการเฉพาะเจาะจง เพื่ออ้างถึง “ลูกเล่นของไมค์…ในการซ่อนตัวเลขที่ลดลง” ของอุณหภูมิที่บันทึกไว้

อีเมลชิ้นนี้ส่งโดย ฟิล โจนส์ ผู้จัดการสำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อมในขณะนั้น และ “ไมค์” ที่เขาพูดถึงคือ ‘ไมเคิล มานน์’ (Michael Mann) ศาสตราจารย์ด้านอุตุนิยมวิทยาผู้มีชื่อเสียง และเป็นผู้จัดการศูนย์ Earth System Science Center ที่มหาวิทยาลัยเพนน์ซิลเวเนีย

ไมเคิล มานน์ มีชื่อเสียงโด่งดังจากการพัฒนาสิ่งที่เรียกว่า “กราฟรูปไม้ฮ็อกกี้” (hockey-stick graph) แผนภูมิที่แสดงให้เห็นถึงการเพิ่มขึ้นอย่างฉับพลันของอุณหภูมิโลกที่เรากำลังเผชิญอยู่ เดลิงโพลยืนยันว่า โจนส์, มานน์ และนักวิทยาศาสตร์คนอื่นๆ ที่สรุปว่าปัญหาโลกร้อนเป็นภัยพิบัติต่อมวลมนุษย์ ล้วนแต่บิดเบือนข้อมูลมาสนับสนุนทฤษฎีของตัวเอง เพื่อแสวงหาทุนวิจัยและชื่อเสียงเกียรติยศ

ดร.มานน์ รอดพ้นจากคำกล่าวหาที่พยายามกันอย่างเต็มที่ ของพวกที่ปฏิเสธและมองข้ามการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ที่พยายามจะหาประโยชน์จากข้อมูลอันกระจัดกระจายซึ่งส่งผ่านกันไปมาทางอีเมล แม้พวกเขาจะพยายามลบล้างข้อสรุปทางวิทยาศาสตร์ที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง

“ง่ายมากที่จะขโมยอีเมลส่วนตัวนับร้อยฉบับออกมาอ่าน การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นส่วนตัวระหว่างนักวิทยาศาสตร์ด้วยกัน และไปติดอกติดใจในคำพูดเหล่านั้น อย่างพวกที่โจมตีเรากำลังทำอยู่ เพราะคำหรือวลีที่มีลักษณะส่วนตัวเหล่านั้น อาจไม่อยู่ในบริบทของการทำงานก็เป็นได้” มานน์ บอกผม ไม่นานหลังจากอีเมลของเขาถูกขโมย

เขายังอธิบายถึงคำว่า “ลูกเล่น” และเป้าหมายในการ “ปิดบังการลดลง” ว่าเป็นมาตรฐานของขั้นตอนการทำงาน “นักวิทยาศาสตร์และนักคณิตศาสตร์ใช้คำว่า ‘ลูกเล่น’ ในความหมายของวิธีที่ง่ายและฉลาดในการแก้ปัญหา”

มานน์ยังบอกอีกว่า “การบ่งบอกถึงสิ่งอื่นก็คือ การบิดเบือนความจริงของสิ่งที่เรากำลังพูดถึง เพื่อใช้ประโยชน์ของสิ่งที่แตกต่างออกไปในศัพท์เฉพาะทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งอาจไม่เหมือนกับภาษาเฉพาะนั้น”

ในส่วนของ ฟิล โจนส์ ผู้เขียนอีเมลในหัวข้อ “ซ่อนและลดลง” ต้องพบกับการตัดสินที่ย่ำแย่ แต่ไม่ใช่ข้อตำหนิทางวิทยาศาสตร์

“บางทีอีเมลบางส่วนก็เลือกคำมาใช้อย่างลวกๆ และรีบส่งอย่างรวดเร็ว ตอนที่ผมรู้สึกท้อแท้” ดร.โจนส์ กล่าว ตอนที่บรรดานักวิจารณ์ทั้งหลายเรียกร้องให้เขาลาออก “ผมไม่เคยบิดเบือนข้อมูลแม้แต่นิดเดียว”

ในฝั่งตรงข้าม ดร.ทิม บอลล์ ศาสตราจารย์ด้านอุตุนิยมวิทยา ผู้เกษียณจากมหาวิทยาลัยวินนิเป็ก และปฏิเสธทฤษฎีโลกร้อนเพราะฝีมือมนุษย์ โดยอ้างว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ไม่ใช่ตัวปัญหา “มันไม่ได้ทำให้สภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง” เขาบอกผม “มันไม่เคยเป็นต้นเหตุ และจะไม่เป็นตลอดไป”

แต่เขาก็ไม่ได้ปฏิเสธเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเสียทีเดียว “มันเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ และยังคงเปลี่ยนแปลงต่อไป” แต่เขาไม่นับพฤติกรรมของมนุษย์ว่าเป็นปัจจัยสำคัญในการเปลี่ยนแปลง ในอีเมลของ CRU ที่รั่วออกมา เขามองมันด้วยเจตนาร้าย “ไม่จำเป็นที่คุณจะรู้เรื่องวิทยาศาสตร์ดี คุณก็มองเห็นว่าบางส่วนของอีเมลเหล่านั้นช่างไร้เดียงสาสิ้นดี”

เขาไม่ยอมรับคำยืนยันของมานน์ที่บอกว่า อีเมลดังกล่าวมีสิ่งที่อยู่นอกเรื่องอยู่ไม่น้อย “ความผิดร้ายแรงปรากฏชัดเจนในการเอาข้อมูลเข้าเอาข้อมูลออกโดยเจตนา เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ตามที่ตนต้องการ”

แต่ฝ่ายตรงข้ามอย่าง ดร.บอลล์ ไม่มีเครดิตในสายตาของมานน์ เพราะคนเหล่านั้นวิจารณ์ผลงานของเขา แต่ไม่มีผลงานของตัวเอง “ถ้าเขาเชื่อแน่ว่าวิทยาศาสตร์พื้นฐานเบื้องหลังการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ เป็นเรื่องที่ไม่น่าเชื่อถือ การเปลี่ยนแปลงนั้นเป็นเรื่องแหกตา” มานน์ บอกว่า “คนเหล่านั้นควรมีหลักฐานการวิจัย สนับสนุนข้ออ้างของตัวเอง ตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารทางวิทยาศาสตร์ที่มีอยู่ หากสิ่งที่พวกเขาพูดๆ กันนั้นถูกต้อง ผลงานเหล่านั้นก็จะถูกนำไปเผยแพร่ในวารสารชั้นนำของโลก”

กระนั้นก็ตาม บอลล์ไม่ใช่คนเดียวที่ออกมาวิจารณ์อย่างไร้ข้อมูลสนับสนุน ยังมีอีกหลายคนซึ่งขาดความรู้ด้านอุตุนิยมวิทยา ทว่ายังคงตั้งคำถามต่อข้อสรุปที่ผู้เชี่ยวชาญอย่างมานน์บันทึกไว้ และเพราะคนเหล่านั้นเป็นคนดัง ความคิดเห็นดังกล่าวจึงถูกขยายออกไปและมีคนคอยติดตาม

จอห์น แม็คคีย์ ผู้ร่วมก่อตั้งและดำรงตำแหน่งซีอีโอของบริษัท Whole Foods ทุ่มตัวลงไปในการถกเถียงเรื่องนี้ โดยยืนยันว่า “ยังไม่มีข้อสรุปที่เป็นเอกฉันท์” เกี่ยวกับปัญหาโลกร้อนที่เกิดจากน้ำมือของมนุษย์ และวิตกว่า “ความหมกมุ่นเกี่ยวกับปัญหานี้” จะส่งผลให้มีมาตรการเพิ่มเติมทางกฎหมายและภาษี

แม็คคีย์ชี้ไปยังหนังสือ Heaven and Earth ซึ่งเขียนโดย เอียน พลิเมอร์ ศาสตราจารย์ด้านเหมืองแร่ ชาวออสเตรเลีย เกี่ยวกับภาวะโลกร้อน พลิเมอร์มองว่า “หากฝีมือมนุษย์เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจริงๆ เราก็คงไม่สามารถแยกสิ่งนั้นออกจากความแปรปรวนตามธรรมชาติ”

พลิเมอร์ก็เหมือนแม็คคีย์ คือกลัวว่ารัฐบาลจะแสดงปฏิกิริยาต่อคำทำนายถึงภาวะโลกร้อน ด้วยการเปลี่ยนนโยบาย มาจำกัดสิทธิเสรีภาพและความอยู่ดีกินดีของประชาชน

ล่าสุด นักเขียนคนดังอย่าง ไมเคิล ไครช์ตัน ก็เข้าร่วมขบวนผู้ปฏิเสธภาวะโลกร้อนกับเขาด้วย นวนิยายเรื่อง State of Fear ของเขา (ได้ยินมาว่าได้รับการอัดฉีดโดยวุฒิสมาชิก อินฮอฟ แห่งโอคลาโฮมา) มองโดยรวมก็เป็นนิยายแนวเขย่าขวัญสไตล์ไครช์ตัน แต่มันได้หอบเอาสารจากผู้เขียนออกเผยแพร่สู่ผู้อ่าน โดยดูได้จากปกหลังของหนังสือ “ไม่มีใครรู้ว่าภาวะโลกร้อนในปัจจุบันเกิดจากน้ำมือมนุษย์มากเพียงใด”

อดีตประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู. บุช ชื่นชมนิยายเรื่องนี้ และเชิญผู้เขียนไปพูดคุยในทำเนียบขาว แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ไครช์ตันตำหนิกลไกการให้ทุน เขายืนยันโดยปราศจากหลักฐาน ว่ามันได้ไปสร้างความต้องการศึกษาเรื่องผลกระทบจากฝีมือมนุษย์

“นักวิทยาศาสตร์รู้ดีว่าถ้าจะขอทุนต่อไป ต้องเอาผลลัพธ์ที่แหล่งทุนต้องการมอบให้พวกเขา” ไครช์ตัน บันทึกไว้เป็นข้อเขียน

ไมเคิล มานน์ โจมตี ทิม บอลล์ ว่าเป็นตัวอย่างของการคอร์รัปชั่น เพื่อให้บริษัทพลังงานสกปรกดำรงอยู่ต่อไป “ผมมองเขาในฐานะผู้รับเงินสนับสนุนจากอุตสาหกรรมพลังงานฟอสซิล” มานน์ กล่าวอย่างไม่ยี่หระ

ขณะที่ บอลล์ อ้างว่า “เป็นการเข้าใจผิดอย่างมหันต์ ผมไม่เคยรับเงินแม้แต่แดงเดียวจากบริษัทพลังงานไหนก็ตาม มันเป็นส่วนหนึ่งของการใส่ร้ายป้ายสี”

ในทางกลับกัน บอลล์ก็ชี้ไปที่มานน์และนักวิทยาศาสตร์คนอื่นที่รับทุนวิจัยจากรัฐบาล บอลล์บอกว่าคนเหล่านั้นได้รับทุน เพราะสรุปผลไปในแนวสนับสนุนเป้าหมายทางนโยบายของรัฐบาลนั่นเอง

อีกคนที่ไม่เชื่อเรื่องภาวะโลกร้อนจากฝีมือมนุษย์ คือ อีดูอาร์โด โซริตา (Eduardo Zorita) นักวิจัยสภาพภูมิอากาศ ที่ศูนย์วิจัย GKSS ในเยอรมนี หลังจากเกิดกรณีอีเมลรั่วที่ CRU โซริตาเรียกร้อง IPCC ให้กำจัดมานน์และโจนส์ จากการมีส่วนร่วมศึกษาสภาพภูมิอากาศกับ IPCC

ดร. โซริตา กล่าวว่า “พวกเขาพยายามกีดกันการศึกษาของกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับพวกเขา และกลุ่มของเราก็เป็นหนึ่งในนั้น” เขาโจมตีนักวิจัยอีกหลายคนว่าพยายามผลักดันประเด็นของตัวเอง โดยปราศจากวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน และเต็มไปด้วยอคติต่อการศึกษาที่ขัดแย้งกับผลสรุปของพวกเขา แถมยังบอกอีกว่าอีเมลที่ถูกเปิดเผยออกมา พิสูจน์คำกล่าวอ้างของเขาได้

ดร.มานน์ อ้างว่า การโจมตีของโซริตามาจากมุมมองแบบองุ่นเปรี้ยว “เมื่อบางอย่างเกิดขึ้น (เช่น อีเมลถูกเปิดเผย) ก็มีพวกที่พยายามหาจุดอ่อนเพื่อทำคะแนนให้ตัวเอง เมื่อหลายปีก่อน เขาก็พยายามโจมตีงานของเราในบทความชิ้นหนึ่งซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Science และเราก็แสดงให้เห็นว่าการโจมตีนั้นพลาดเป้า”

แต่โซริตาก็ยืนยันว่า มานน์และเพื่อนร่วมงาน สุมหัวกันไม่ยอมให้ผลงานของโซริตา ได้รับการตีพิมพ์ในสื่อวิชาการชั้นแนวหน้า “ยิ่งอ่านอีเมลยิ่งชัดเจน” โซริตา กล่าว “มานน์พยายามสร้างอิทธิพล (ผูกมิตร) กับนักเขียน ใน Science ก็เช่นกัน ซึ่งนั่นเป็นพฤติกรรมที่แย่มาก การวิจัยสภาพภูมิอากาศกลายเป็นเรื่องการเมืองไปแล้ว ดังนั้นทุกสิ่งที่มีคนพูด จึงสามารถใช้ได้และไม่ได้” ในมุมมองของโซริตา มานน์พยายามผลักดันงานของเขาออกไปห่างๆ เพราะโซริตาวิจารณ์กราฟรูปไม้ฮ็อกกี้ของมานน์นั่นเอง

การโจมตีและแก้ต่างดำเนินไปอย่างเผ็ดร้อน เหมือนเด็กๆ ทะเลาะกัน และเต็มไปด้วยความเคียดแค้น ระหว่างนั้น น้ำแข็งขั้วโลกแตกออก และไฟป่าเผาผลาญป่าไม้รุนแรงขึ้น ขณะที่ความร้อนทุบสถิติสูงขึ้นทุกๆ ปี

“พวกนักวิทยาศาสตร์ไม่ใช่นักสื่อสารที่ดี” แอรอน เฮอร์ตาส (Aaron Huertas) อดีตโฆษกสหภาพนักวิจัย (Union of Concerned Scientists) พูดกับผมหลังจากเกิดกรณี “ไคลเมตเกท” เขาชี้ให้เห็นว่า พวกที่ออกมาต่อต้านจำนวนมากไม่มีพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์

“เพราะพวกเขาไม่ใช่นักวิทยาศาสตร์ และไม่เคยรับรู้หลักฐานในระดับใกล้ชิด พวกเขาสามารถพูดพล่อยๆ ในสิ่งที่ฟังดูดี แม้ว่ามันจะไม่ถูกต้อง นักวิจัยสภาพภูมิอากาศที่แท้จริง ไม่ชอบเริ่มต้นสิ่งต่างๆ อย่างผิวเผิน ด้วยคำพูดกว้างๆ พวกเขาอยากจะบอกคุณ ว่าหลักฐานนั้นมีน้ำหนักไปทางไหน มันยากที่คนทั่วไปจะเข้าใจ และง่ายกว่าที่จะเข้าใจคนที่พูดได้ชัดเจน คนที่ยินดีจะปิดกั้นข้อมูลบางอย่าง และเล่นตลกกับข้อเท็จจริง คำพูดของคนเหล่านั้นน่าฟังกว่าคำพูดของนักวิจัยโดยทั่วไป”

เฮอร์ตาสยังกล่าวต่ออีกว่า “หกเปอร์เซ็นต์ของชาวอเมริกัน เชื่อว่าการไปเยือนดวงจันทร์เป็นเรื่องโกหก หากคุณไปดูเว็บไซต์ของคนที่เชื่อเช่นนั้น พวกเขาก็ทำอย่างเดียวกับการวิจัยสภาพภูมิอากาศ พวกที่ไม่ยอมรับความจริงทั้งหลายล้วนอันตราย อันตรายไม่ต่างจากบริษัทยาสูบที่ออกมาพูดว่า ‘การสูบบุหรี่ไม่ใช่สาเหตุของมะเร็งปอด’ ในสังคมประชาธิปไตย เราไม่สามารถตัดสินใจเรื่องต่างๆ อย่างถูกต้อง โดยปราศจากข้อมูลที่ดี ข้อมูลจำนวนมากเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจากบุคคลเหล่านั้น ถูกนำเสนอออกมาอย่างเลวร้าย”

เมื่อกลับไปพูดถึง เจมส์ เดลิงโพล มานน์อุทานออกมาอย่างรังเกียจเมื่อได้ยินชื่อนั้น “เดลิงโพล และ คริสโตเฟอร์ บุ๊คเกอร์ (นักข่าวชาวอังกฤษอีกคน ที่เรียกการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศว่า เป็นเรื่องอื้อฉาวทางวิทยาศาสตร์ที่เลวร้ายที่สุดในยุคของเรา) ออกทะเลไปไกลจนไม่มีใครเชื่อพวกเขา นอกจากคนที่อ่านคอลัมน์พิลึกๆ ของคนพวกนั้น อย่างน้อยผมอยากจะเชื่อว่าสิ่งที่เขาพูดเขาเขียนนั้นถูกต้อง แต่คนที่จริงจังและมีเหตุผลส่วนใหญ่ก็ไม่สนใจคำคุยโวของพวกเขา”

มานน์มองการโจมตีของเดลิงโพลว่าเป็นไปอย่างน่าเกลียดและอันตราย การก่อกวนดังกล่าวเป็นที่ถูกอกถูกใจของคนกลุ่มหนึ่ง ซึ่งล้มเหลวอยู่เสมอในการศึกษาประเด็นสำคัญๆ และรับฟังข้อโต้แย้งที่ถูกใจอย่างง่ายดาย “เหมือนกับคนที่เราเห็นในทีวี มารวมตัวกันเพื่อขับไล่นักการเมือง” มานน์ เปรียบเทียบให้ฟัง “ตอนนี้คนเหล่านั้นก็หันมาไล่เรา เพราะไม่เชื่อเรื่องการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ พวกเขากล้าบอกว่ามันไร้เหตุผล ไร้สาระ และบอกให้นักอุตุนิยมวิทยาเลิกทำเรื่องนี้ สำหรับผม นั่นเป็นสิ่งที่น่ากลัวมาก”

อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์อย่างมานน์ และนักเขียนอย่างเดลิงโพล ก็เห็นพ้องต้องกันว่า สถานการณ์ที่ดำรงอยู่นี้ กำลังส่งเสียงดังด้วยเหตุผลที่ต่างกันไป

เดลิงโพล กล่าวว่า “สำหรับผม นี่คือเรื่องราวที่สำคัญที่สุดเรื่องหนึ่งในช่วงชีวิตของเรา ไม่เคยมีช่วงไหนในประวัติศาสตร์ ที่รัฐบาลจะร่วมมือกันสร้างระบบนี้ขึ้นมา และประชาชนถูกขูดรีดผ่านภาษีสิ่งแวดล้อม และข้อบังคับด้านสิ่งแวดล้อม การกระทำต่างๆ ที่ออกมาในนามการต่อสู้กับภาวะโลกร้อน กำลังคุกคามโลกด้วยภัยพิบัติทางเศรษฐกิจ”

“หมาป่าเจอเล้าไก่” ดร.มานน์ เคยเขียนไว้คอลัมน์ op-ed ของหนังสือพิมพ์ Washington Post เมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้ว ตอนที่ สก็อตต์ พรูตต์ ได้รับเลือกเป็นผู้นำ EPA เขาแสดงความกังวลว่า “4 หรืออาจจะ 8 ปี ของการปฏิเสธ (ภาวะโลกร้อน) และยืดเวลา (ของการหาทางแก้ไข) อาจทำให้โลกเราเจอกับภาวะระดับน้ำทะเลสูงขึ้น ไม่ใช่แค่เป็นฟุตแต่เป็นหลา ทำให้น้ำท่วมชายฝั่งอย่างรุนแรง (แรงกว่าการถูกซัดด้วยพายุลูกใหญ่อย่างแคทรินาและแซนดี้ด้วยซ้ำ) น้ำจะท่วมใหญ่อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์ พอถึงหน้าร้อนก็จะร้อนแหลกลาญ และเกิดภัยแล้งลุกลามไปทั่วประเทศ”

ประธานาธิบดีทรัมป์พยายามทวีตวิธีหนีจากฝันร้ายของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศตามแนวทางของตน แต่เขาไม่มีวันประสบความสำเร็จ และถ้าเขาไม่สามารถปรับเปลี่ยนความคิดที่เป็นปรปักษ์กับข้อสรุปทางวิทยาศาสตร์ที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง เขาก็กำลังเสี่ยงต่อการตกเป็นที่จดจำ ไม่ใช่ในฐานะผู้ที่ทำให้อเมริกายิ่งใหญ่อีกครั้ง แต่ในฐานะของคนที่เดินตามคำกล่าวของมาร์ค ทเวน และไม่เคยทำอะไรให้ดีขึ้นเลยเกี่ยวกับสภาพภูมิอากาศ