เมื่อ “กัญชา” มาถึงจุดเปลี่ยน

ทำตัวให้ตั้งตรง ทำใจให้เป็นกลาง เพื่อรับรู้เรื่องราวของ “กัญชา” พืชชนิดหนึ่งซึ่งกลายเป็นปัญหามายาวนาน เพราะฝ่ายหนึ่งมองเห็น “ประโยชน์” ขณะที่อีกฝ่ายมองเห็นแต่ “โทษ” นำมาซึ่งการออกกฎหมาย ตีตราให้เป็นยาเสพติด ห้ามปลูก ห้ามบริโภค ห้ามซื้อขาย ใครฝ่าฝืนถูกจับ แต่ก็ยังมีคนแอบฝ่าฝืนอยู่เสมอ จนกระทั่งเสียงของฝ่ายที่เห็นประโยชน์ เห็นคุณสมบัติความเป็น “ยารักษาโรค” ของกัญชาดังขึ้นเรื่อยๆ จากผลการวิจัยใหม่ๆ และการพังทลายของมายาคติด้านลบที่มีต่อพืชพันธุ์ชนิดนี้ ถึงขนาดหลายรัฐในอเมริกา และหลายเมืองในหลายประเทศทั่วโลก เริ่มเปิดกว้าง ประกาศให้ “กัญชาเป็นพืชถูกกฎหมาย” สามารถซื้อขายและบริโภคได้ในเงื่อนไขและปริมาณที่เหมาะสม แม้แต่ในเมืองไทย ก็มีความพยายามที่จะผลักดันให้มีการใช้กัญชาอย่างถูกกฎหมายด้วยเช่นกัน ระหว่างที่เรื่องนี้ยังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อและกำลังหาข้อสรุป “บรรจบ สันติเสรี” มีบางแง่มุมเกี่ยวกับกัญชามานำเสนอ

 

สรุปย่อความเป็นมา

กัญชาเป็นที่รู้จักกันมานานนับพันปี โดยปรากฏอยู่ในหนังสือ “รวบรวมชื่อสมุนไพรของประเทศจีน” สมัยจักรพรรดิเฉิน (2737 ปีก่อนคริสต์ศักราช) คุณสมบัติของกัญชาเป็นข้อโต้เถียงกันมาตั้งแต่สมัยโบราณ บางคนเตือนว่ากัญชาจะนำผู้เสพไปสู่นรก ขณะที่บางคนคิดในทางตรงข้ามว่าจะนำไปสู่สวรรค์

กัญชาเป็นพืชพันธุ์ไม้ล้มลุกชนิดหนึ่ง ขึ้นได้เกือบทั่วโลก ต้นกัญชาสามารถนำมาใช้เป็นยาได้เกือบทุกส่วน มนุษย์รู้จักกัญชาและเสพกันมานาน ประมาณ 4,000-5,000 ปีมาแล้ว แต่เดิมเข้าใจกันว่ากัญชาปลูกขึ้นได้ในประเทศที่มีอากาศร้อน เช่น ในทวีปแอฟริกาและเอเชีย ต่อมามีคนทดลองนำกัญชาจากแอฟริกาไปปลูกในนอร์เวย์ และไอซ์แลนด์ ซึ่งมีอากาศหนาว กัญชาก็ขึ้นได้ดี และมีสารสำคัญที่ทำให้กัญชามีฤทธิ์เป็นยา คือ ‘เตตราไฮโดรแคนนาบินอล’ (Tetrahydrocannabinal) อยู่มากด้วย

ดังนั้นกัญชาจึงสามารถปลูกได้ทั่วโลก และมีชื่อเรียกต่างกันไปในแต่ละประเทศ

 

หลากหลายชื่อเรียก

ชื่อสามัญ Cannabis, Hemp, Indian Hemp, Marihuana, Marijuana, Dope, Gage, Ganja, Grass, Hash, Hashish, Kuf, Mary jane, Pot, Sens, Sess, Skunk, Smoke, Reefer, Weed

ชื่อวิทยาศาสตร์ Cannabis sativa L. จัดอยู่ในวงศ์กัญชา (CANNABACEAE)

ชื่อประจำถิ่น กัญชา กัญชาจีน (ทั่วไป), ปาง (เงี้ยว-แม่ฮ่องสอน), ยานอ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน), คุนเช้า คุณเช้า (จีน), ต้าหมา (จีนกลาง) เป็นต้น

 

ลักษณะทั่วไป

ต้น-ใบ-ดอก-ผล

ต้นกัญชา เป็นพันธุ์ไม้ล้มลุก ฤดูเดียว มีความสูงประมาณ 1-3 เมตร ลำต้นมีขนาดเล็ก ตั้งตรง ลักษณะของลำต้นเป็นเหลี่ยม มีขนสีเขียวอมเทา และไม่ค่อยแตกสาขา ขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ด ขึ้นได้ในดินทุกชนิด ถ้าปลูกในดินร่วนซุยและมีอาหารอุดมสมบูรณ์จะงอกงามดีมาก มีถิ่นกำเนิดในทวีปเอเชีย มีเขตการกระจายพันธุ์ในอัฟกานิสถาน ทวีปแอฟริกา ทวีปยุโรป ทวีปอเมริกาเหนือ อเมริกาใต้ และฮาวาย ปลูกมากในยุโรป ประเทศบราซิล อเมริกาแถบตะวันออก และแนวเขาทางภาคเหนือของไทย

ใบกัญชา เป็นใบเดี่ยวรูปฝ่ามือ ออกเรียงตรงข้าม ลักษณะของใบแตกออกเป็นแฉกๆ ประมาณ 5-8 แฉก แต่ละแฉกเป็นรูปยาวรี ปลายและโคนสอบ ขอบใบทุกแฉกเป็นหยักแบบฟันเลื่อย มีขนาดกว้างประมาณ 0.3-1.5 เซนติเมตร ยาวประมาณ 6-10 เซนติเมตร ลักษณะของใบโดยรวมจะคล้ายๆ กับใบละหุ่ง ใบฝิ่น และใบมันสำปะหลัง ผิวใบด้านบนสีเขียวเข้ม ส่วนด้านล่างท้องใบสีเทาอ่อน มีขนต่อมกระจายทั่วผิวใบด้านบน ส่วนด้านล่างมีขนอ่อนนาบไปกับแผ่นใบ ก้านใบยาวประมาณ 4-15 เซนติเมตร ในก้านหนึ่งจะมีใบเดี่ยว 3-11 ใบ

ดอกกัญชา ออกเป็นช่อที่ง่ามใบหรือปลายกิ่ง มีสีเหลืองหรือสีเขียว เป็นดอกแบบแยกเพศ มีทั้งเพศผู้และเพศเมีย จะแยกกันอยู่คนละต้น โดยช่อดอกและใบของต้นเพศผู้จะจัดเรียงตัวกันแบบห่างๆ ต่างจากต้นเพศเมียที่จะเรียงชิดกัน ดอกเล็ก และดอกเพศเมียจะมีกลีบเลี้ยงหุ้มอยู่

ผลกัญชา ผลแห้งขนาดเล็ก เมล็ดล่อน ไม่แตก ลักษณะของผลเป็นรูปไข่ ผิวเรียบเป็นมัน สีน้ำตาลแกมเทาหรือเทาเข้ม มีใบประดับหุ้ม ในผลจะมีเมล็ดขนาดเล็ก เมล็ดมีลักษณะกลม

 

สรรพคุณทางยา (แพทย์แผนไทย)

ตำรายาไทยจะใช้ “เมล็ดกัญชา” กินเป็นยาชูกำลัง ช่วยเจริญอาหาร แต่ถ้ากินมากจะมีอาการหวาดกลัวและหมดสติ

“ยอดอ่อน” เมื่อนำมาสกัดด้วยแอลกอฮอล์ จะได้สารที่เรียกว่า “ทิงเจอร์แคนเนบิสอินดิคา” เป็นน้ำยาสีเขียว เมื่อกินเข้าไปประมาณ 5-15 หยด จะช่วยรักษาโรคที่เกี่ยวกับระบบประสาท เป็นยาระงับประสาท ทำให้นอนหลับ เคลิ้มฝัน แก้โรคสมองพิการ นอกจากนั้นยังเป็นยาระงับปวด แก้อักเสบ แก้โรคบิด แก้ปวดท้อง และโรคท้องร่วง

“ดอก” ใช้เป็นยาแก้โรคเกี่ยวกับเส้นประสาท เช่น นอนไม่หลับ คิดมาก หรือใช้กับผู้ป่วยที่เบื่ออาหาร โดยนำมาปรุงเป็นอาหารให้กิน

“ใบ” ใช้เป็นยาแก้ไข้ ผอมเหลือง ไม่มีกำลัง ตัวสั่น เสียงสั่น ใช้รักษาโรคหอบหืด ช่วยขยายหลอดลมและลดการหดตัวของหลอดลม ด้วยการนำใบสดมาหั่นให้เป็นฝอย แล้วเอาไปตากแห้ง จากนั้นจึงนำมาสูบเป็นยารักษาโรค

ใช้ดอกผสมกับยาฉุนพญามือเหล็ก นำมาหั่นแล้วสูบเป็นยาช่วยกัดเสมหะในลำคอ

“เมล็ด” ใช้เป็นยาแก้กระหายน้ำ แก้ท้องผูก

ยาพื้นบ้านล้านนา จะใช้เมล็ดกัญชา 3 เมล็ด นำมาผสมกับพริกไทย 3 เม็ด บดให้เป็นผง ใช้ผสมกับน้ำกินทุกคืน เป็นยาคุมกำเนิดสำหรับสตรี

ช่วยแก้ประจำเดือนไม่ปกติของสตรี (ทั้งต้น)

ใช้ภายนอกเป็นยาแก้โรคผิวหนังกลากเกลื้อน (ทั้งต้น)

ใช้เป็นยาแก้กล้ามเนื้อกระตุก (ทั้งต้น)

ช่วยลดอาการเจ็บปวดจากโรคไขข้ออักเสบ

นอกจากสรรพคุณที่กล่าวมา ในทางการแพทย์ยังใช้ประโยชน์จากกัญชาในการรักษาโรคและบรรเทาอาการอย่างหลากหลาย เช่น ใช้แก้ปวดหัวไมเกรน แก้อาการสั่นเพ้อ แก้ไอ อ่อนล้า ปวดประจำเดือนของสตรี โรคข้อ หรือกระทั่งโรคมะเร็งบางชนิด

ขนาดและวิธีใช้ : ใช้ต้มรับประทาน โดยต้นแห้งให้ใช้ครั้งละ 10-20 กรัม หรือใช้ร่วมกับตัวยาอื่น ๆ ในตำรับยา ส่วนเมล็ดให้ใช้ครั้งละ 10-15 กรัม

ข้อควรระวัง : ในกรณีที่รับประทานมากเกินไป จะทำให้เกิดอาการประสาทหลอน มีอาการชัก ตาลาย หรือกลายเป็นยาเสพติด ในผู้ชายหากรับประทานมากเกินไปจะทำให้น้ำกามเคลื่อน ส่วนสตรีที่รับประทานมากเกินไปจะทำให้เกิดอาการตกขาว

 

ข้อมูลทางเภสัชวิทยา (แพทย์แผนฝรั่ง)

สารที่พบในกัญชา คือสาร cannabinol, cannabidiol, tetrahydrocannabinol (THC) และยังพบน้ำมันระเหย เช่น cannabichromenic acid, linolledie acid, lecihin, รวมไปถึงน้ำมันพืช, โปรตีน, วิตามินบี1, วิตามินบี2, choline เป็นต้น

ยางจากช่อดอกเพศเมีย มีโอสถสารหลายชนิด เช่น tetrahydrocannabinol กลุ่มนักวิทยาศาสตร์ได้นำสาร THC มาศึกษาทดลองทางคลินิก โดยนำมาใช้รักษาในหลายอาการ เช่น ลดอาการปวด ลดอาการเกร็งและชักกระตุกของกล้ามเนื้อ อาการของโรคทางกระเพาะปัสสาวะ โรคลมชัก โรคพาร์กินสัน โรคอัลไซเมอร์ ซึ่งผลการตอบสนองของการรักษาเป็นไปในทิศทางที่ดี

สาร cannabinol มีฤทธิ์ทำให้เคลิ้มฝัน ความจำเสื่อม ยับยั้งการจับตัวของเกล็ดเลือด

สารในกลุ่ม cannabinol มีฤทธิ์ระงับอาการปวด พบว่าผู้ชายที่สูบกัญชาวันละ 8-20 มวน เป็นระยะเวลา 4 สัปดาห์ จำนวนเชื้อของอสุจิจะลดลง

เมล็ดกัญชาที่สกัดด้วยแอลกอฮอล์ แล้วนำมาแยกสารจากแอลกอฮอล์อีกที จะได้สารที่มีลักษณะเป็นสารเหนียวคล้ายกับนมผึ้ง เมื่อนำมาฉีดเข้าในลำไส้เล็กของแมวที่ถูกทำให้สลบ ในปริมาณ 2 กรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม พบว่าหลังจากฉีดยาผ่านไปครึ่งชั่วโมง ความดันโลหิตจะลดลงไปครึ่งหนึ่งจากระดับปกติ แต่มีระดับการหายใจปกติ ไม่เปลี่ยนแปลง

จากการทดลองในห้องแล็บพบว่า cannabidiol สามารถรักษาแผลในเซลล์ลำไส้ที่เกิดจากอาการอักเสบของโรค Crohn’s disease ได้ เนื่องจากมีคุณสมบัติเป็นตัวดูดซับอนุมูลอิสระ ซึ่งเป็นอันตรายต่อเซลล์ cannabidiol จึงช่วยชะลอการทำงานของเซลล์ภูมิต้านทาน microglia ที่อาจจะถูกกระตุ้นจากการอนุมูลอิสระมากเกินไป และทำให้เกิดการอักเสบมากขึ้น โดยการทดสอบนี้เกิดขึ้นในสมองและตา จากการทดสอบในตาจึงอาจนำไปสู่การใช้ในผู้ป่วยเบาหวานที่กำลังจะสูญเสียตาได้อีกด้วย

จากการทดลองของนักวิทยาศาสตร์จากมาดริด ประเทศสเปน พบว่าสาร THC สามารถฆ่าเซลล์มะเร็งในสมอง ผิวหนัง และตับอ่อนได้ THC จะทำลายกระบวนการเกิดมะเร็ง โดยเนื้อร้ายจะสร้างร่างแหเส้นเลือดขึ้นเลี้ยงตนเองและป้องกันไม่ให้เซลล์มะเร็งเคลื่อนย้ายไปที่อื่น จากนั้นสาร THC จะเข้าไปจับกับโปรตีนรีเซพเตอร์บนผิวเซลล์มะเร็ง กระตุ้นเซลล์สร้างสารประเภทไขมันที่เรียกว่า “ceramide” แล้วทำให้เซลล์ทำลายตัวเอง โดยไม่ส่งผลต่อเซลล์ดี

และรายงานก่อนหน้านี้ยังแสดงให้เห็นว่า THC สามารถต่อสู้กับมะเร็งเต้านมและโรคลูคีเมียได้อีกด้วย นอกจากนี้ยังมีการทดสอบกัญชากับเบาหวาน, โรคอักเสบตามข้อต่อ, การอุดตันของเส้นเลือดเลี้ยงสมอง, โรคจิตเสื่อม, และโรคลมบ้าหมูอีกด้วย

สาร THC สามารถช่วยเร่งให้หนูทดลองลืมประสบการณ์ที่ไม่ดีได้เร็ว สำหรับในคนสาร THC ที่อยู่ในรูปแคปซูลจะทำให้นอนหลับดีขึ้น และหยุดฝันร้ายได้

 

ประโยชน์ของกัญชา

ในอดีตที่ผ่านมา กัญชาถูกนำไปผสมกับอาหารเพื่อช่วยกระตุ้นให้เจริญอาหาร ทางการแพทย์จึงเลือกใช้สาร THC ที่มีสูตรโครงสร้างทางเคมีชื่อว่า Dronabinol มาประยุกต์ใช้กับผู้ป่วยโรคมะเร็งและผู้ป่วยโรคเอดส์ ที่ได้รับการรักษาด้วยเคมีบำบัด ซึ่งพบว่าสามารถช่วยลดอาการคลื่นไส้อาเจียนของผู้ป่วยกลุ่มนี้ และทำให้ผู้ป่วยรับประทานอาหารได้ดีขึ้น

ในปัจจุบัน มีการนำกัญชามาใช้เป็นยาลดความดันในดวงตาของคนที่เป็นต้อหิน (glaucoma) แต่ผลที่ได้ยังไม่ชัดเจน และยังต้องรอการพิสูจน์ นอกจากนี้ยังมีการนำสารสำคัญในเรซินมาใช้เป็นยาระงับการอาเจียนที่เกิดขึ้นในคนที่เป็นโรคมะเร็ง ซึ่งได้รับการรักษาโดยวิธีเคมีบำบัด

การที่ร่างกายได้รับสาร Cannabinoids ในปริมาณที่เหมาะสม จะช่วยป้องกันการเกิดอาการซึมเศร้าที่มีสาเหตุมาจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในผู้สูงอายุ เนื่องจากสาร Cannabinoids จะช่วยปรับสมดุลต่าง ๆ ในร่างกาย ทำให้ผู้ใช้มีความสุข ใจเย็นลง และลดการแสดงพฤติกรรมรุนแรงในด้านอารมณ์ (หากใช้ในปริมาณที่เหมาะสม)

จากงานวิจัยพบว่า สาร THC สามารถยับยั้งเซลล์เอเบตาโปรตีนไม่ให้ผลิตสารพิษ ที่เป็นสาเหตุของการเกิดโรคอัลไซเมอร์ เพราะฉะนั้นกัญชาจึงสามารถป้องกันการเกิดอัลไซเมอร์ได้

กัญชามีสรรพคุณในการฆ่าเซลล์มะเร็งและทำให้เนื้อร้ายในสมองเหี่ยวลงได้ การศึกษาของสำนักปราบปรามยาเสพติดแห่งชาติอเมริกัน แสดงให้เห็นว่าสารสกัดของกัญชาสามารถช่วยให้คนไข้ตอบสนองกับการบำบัดด้วยการฉายรังสีดีขึ้น ส่วนการทดลองกับสัตว์ ก็พบว่าสารจากกัญชาสามารถฆ่าเซลล์มะเร็งบางชนิดได้ ทำให้เนื้อร้ายเหี่ยวลง โดยมีหลักฐานว่าสารสกัดจากกัญชาสามารถทำให้เนื้อร้ายในสมองชนิดที่ร้ายแรงที่สุดมีขนาดลดลง ซึ่งสารสกัดเหล่านี้เมื่อนำมาใช้ควบคู่กับการฉายแสง จะทำให้ฤทธิ์ในการฆ่ามะเร็งมีมากขึ้นด้วย

จากการทดลองล่าสุดแสดงให้เห็นว่า สารสกัดจากกัญชาอาจสามารถรักษาโรคที่เกิดจากการอักเสบของสมองและไขสันหลัง หรือโรคที่เกี่ยวข้องกับการอักเสบอื่น ๆ หรือแม้แต่ช่วยทำลายเนื้องอกที่อาจกลายเป็นมะเร็งได้

จากการวิจัยพบว่าคนไข้ที่รับ THC หรือสารสกัดจากกัญชาอีกตัวที่เรียกว่า cannabidiol (CBD) สามารถช่วยลดอาการเกร็งของกล้ามเนื้อและอาการสั่น ทำให้นอนหลับ อีกทั้ง CBD ยังออกฤทธิ์ได้นานกว่าการใช้สเตียรอยด์หรือยาแก้อักเสบ จึงทำให้ในแคนาดามีการใช้สเปรย์ที่มีส่วนผสมของ cannabidiol เพื่อรักษาโรคที่เกิดจากการอักเสบของสมองและไขสันหลัง (Multiple Sclerosis – MS)

สาร cannabinoid ที่พบในกัญชาอาจมีความสัมพันธ์กับระบบการเผาผลาญของร่างกาย โดยพบว่าในผู้ที่สูบกัญชาจะเป็นโรคอ้วนและโรคเบาหวานน้อยกว่าคนที่ไม่สูบ โดย Ms. Penner และคณะ ได้ทำการศึกษาความสัมพันธ์ของการสูบกัญชากับระดับน้ำตาลในเลือด ในอาสาสมัครจำนวน 4,657 ราย (แบ่งเป็น กลุ่มกำลังสูบ, กลุ่มที่เคยสูบแต่เลิกแล้ว และกลุ่มที่ไม่เคยสูบ)

ผลการศึกษาพบว่ากลุ่มที่สูบกัญชามีระดับน้ำตาลในเลือดต่ำกว่ากลุ่มที่ไม่เคยสูบร้อยละ 16 นอกจากนั้นยังพบว่ามีค่า HOMA-IR ต่ำกว่าร้อยละ 17 ระดับคอเลสเตอรอล HDL หรือไขมันชนิดดี สูงกว่า 1.63 mg/dL และมีรอบเอวเล็กกว่าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ

ส่วนกลุ่มที่เคยสูบแต่เลิกไปแล้ว ไม่พบว่ามีการลดลงของระดับน้ำตาลเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มที่ไม่เคยสูบ จากการทดลองดังกล่าว จึงสันนิษฐานได้ว่า ผลของกัญชาที่ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดจะมีเฉพาะในช่วงที่ใช้กัญชาเท่านั้น

เส้นใยของต้นกัญชา สามารถนำมาใช้ในการทอผ้าหรือทอกระสอบได้ ซึ่งจะได้ผ้าที่มีคุณภาพดี มีความเหนียวสูง มีค่าการต้านแรงดึงสูง มีความยืดหยุ่น มีแรงบิดสูง น้ำหนักเบา และมีความคงทนมาก นิยมใช้ทำเสื้อเกราะ วัสดุก่อสร้าง อุปกรณ์รถยนต์

ทุกวันนี้บริษัททำกระดาษของอเมริกาและญี่ปุ่น ต้องทำลายป่าไม้ปีละกว่า 50,000 ตารางกิโลเมตร แต่การปลูกกัญชาซึ่งเป็นพืชที่มีวงชีวิตเพียง 120 วัน สามารถปลูกได้ 10 ตันต่อพื้นที่ 2 ไร่ ภายในเวลาเพียง 4 เดือน ซึ่งปลูกได้เร็วกว่าฝ้าย 4 เท่า และให้น้ำหนักมากกว่าฝ้าย 3 เท่า อีกทั้งกัญชายังไม่ต้องใส่ปุ๋ย ไม่ต้องใช้ยาฆ่าแมลง และยังช่วยเพิ่มคุณภาพของดินอีกด้วย

โดยจากการศึกษาพบว่า กัญชาสามารถปลูกและนำมาทำกระดาษได้มากเป็น 4 เท่าของการทำไม้ยืนต้น เส้นใยมีคุณภาพที่ดีกว่า ไม่ต้องใช้คลอรีนเหมือนการทำจากไม้ ซึ่งจะทำให้เกิดสารไดออกซิน ส่วนที่เหลือจากการทำเส้นใยก็สามารถนำมาผสมกับปูนขาวและน้ำ ได้วัสดุที่เบาและแข็ง มีความทนทานกว่าปูนซีเมนต์

(มีการกล่าวกันว่า กระดาษที่ใช้พิมพ์คัมภีร์ไบเบิล ธงชาติอเมริกัน หรือกางเกงยีนลีวายที่ลือชื่อ แต่เดิมก็ทำมาจากป่านที่ได้จากต้นกัญชาทั้งสิ้น)

ใบจากพืชชนิดนี้สามารถนำมาใช้เลี้ยงสัตว์ได้

น้ำมันที่ได้จากเมล็ดจะเป็นน้ำมันไม่ระเหย (fixed oil) ซึ่งสามารถนำมาใช้ในโรงงานอุตสาหกรรม เช่น ใช้ทำสีทาบ้าน ทำสบู่ เป็นต้น

นอกจากนี้ เศษหรือกากที่ได้จากการสกัดเอาน้ำมันจากเมล็ดออกแล้ว ยังใช้เป็นอาหารของโค กระบือ ได้อีกด้วย

 

โทษของกัญชา (มีดีก็ต้องมีเสียเป็นธรรมดา)

ในเบื้องต้น การเสพกัญชาจะมีฤทธิ์กระตุ้นประสาท ทำให้ผู้เสพมีอาการร่าเริง ช่างพูด ตื่นเต้น หัวเราะตลอดเวลา ต่อมาจะมีฤทธิ์กดประสาท ทำให้ผู้เสพมีอาการคล้ายเมาเหล้าอย่างอ่อน เซื่องซึม และง่วงนอน หากเสพเข้าไปในปริมาณมากจะหลอนประสาท ทำให้เห็นภาพลวงตา หูแว่ว หวาดระแวง ความคิดสับสน และควบคุมตัวเองไม่ได้ ในบางรายอาจไม่รู้จักตนเองหรือไม่เข้าใจสิ่งต่างๆ ที่อยู่รอบตัว

การเสพกัญชาแม้เพียงระยะสั้น ผู้เสพบางรายอาจสูญเสียความทรงจำ เพราะกัญชาจะทำให้สมองและความจำเสื่อม เกิดความสับสน วิตกกังวล และหากผู้เสพเป็นผู้ที่มีอาการทางจิตด้วยแล้ว ก็จะมีความเสี่ยงมากกว่าคนปกติทั่วไป

อาการทางจิตประสาทที่พบบ่อย คือ สมาธิสั้น ความจำแย่ลง มีปัญหาในการตัดสินใจ และบางคนอาจมีปัญหาเรื่องการทรงตัว นอกจากนี้ยังส่งผลอื่นๆ ต่อร่างกาย เช่น ม่านตาหรี่ ตาแดง มีความผิดปกติของระบบทางเดินหายใจ หัวใจเต้นเร็ว เป็นต้น

กัญชามีฤทธิ์ทำลายสมรรถภาพทางกาย ผู้เสพในปริมาณมากเป็นระยะเวลานาน จะทำให้ร่างกายเสื่อมโทรมจนไม่สามารถทำงานได้ โดยเฉพาะงานที่ต้องใช้ความคิด การตัดสิน และแรงงาน สารในกัญชาจะทำลายระบบการทำงานของอวัยวะในร่างกายหลายส่วน ทำลายระบบการสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกาย ทำให้ร่างกายอ่อนแอ เกิดโรคต่างๆ ได้ง่าย เช่น โรคหลอดลมอักเสบเรื้อรัง เพลีย น้ำหนักตัวลด ฯลฯ

กัญชายังมีฤทธิ์ทำลายความรู้สึกทางเพศ ทำให้ระดับฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนในชายลดลง ทำให้ปริมาณอสุจิน้อยลง ผู้เสพจึงมักมีปัญหาเสื่อมสมรรถภาพทางเพศในที่สุด

นอกจากนั้นยังทำให้เกิดโรคมะเร็งปอด เนื่องจากผู้เสพอัดควันกัญชาเข้าไปในปอดลึกนานหลายวินาที แต่อย่างไรก็ตาม ในภายหลังมีข้อมูลระบุว่า “การสูบกัญชาไม่ก่อให้เกิดโรคมะเร็งปอด” เพราะแม้การสูบกัญชาจะทำให้ร่างกายได้รับน้ำมันดิบที่เกิดจากการเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์ ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดโรคมะเร็งปอด แต่ในกัญชามีสาร THC ที่มีฤทธิ์ลดการอักเสบที่เกิดจากน้ำมันดินได้ ทำให้การสูบกัญชาไม่ก่อให้เกิดโรคมะเร็งปอดเหมือนการสูบบุหรี่ทั่วไป

การสูบบุหรี่ยัดไส้กัญชาเพียง 4 มวน จะเท่ากับการสูบบุหรี่ 20 มวน หรือ 1 ซอง มันจึงสามารถทำลายการทำงานของระบบทางเดินหายใจ ทำให้มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งได้มากกกว่าคนสูบบุหรี่ธรรมดาถึง 5 เท่า ! อีกทั้งกัญชายังมีสารก่อมะเร็งที่เป็นอันตรายที่สามารถทำให้เกิดโรคมะเร็งได้ เมื่อเทียบกับบุหรี่ทั่วไป ในกัญชาจะมีมากกว่า 50-70%

ผู้ที่เคยเสพติดกัญชาส่วนใหญ่จะมีโอกาสป่วยเป็นโรคจิตในภายหลัง มากกว่าคนที่ไม่สูบถึงร้อยละ 60 ยิ่งเสพมากและเสพเป็นเวลานานก็ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงเข้าไปอีก โดยผู้ที่เสพหนักสุดจะมีโอกาสเป็นโรคจิตสูงกว่าคนปกติ 4-6 เท่า !

การขับรถในขณะเมากัญชาจะก่อให้เกิดอันตรายได้ง่ายมาก เพราะฤทธิ์ของกัญชาจะทำให้เสียสมาธิ ทำให้การตัดสินใจผิดพลาด การตอบสนองช้าลง ความสามารถในการมองเห็นสิ่งเคลื่อนที่น้อยลง จึงเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อตนเองและผู้อื่น

หญิงที่เสพกัญชาในระยะตั้งครรภ์ ทารกที่เกิดมาอาจพิการและพบความผิดปกติทางร่างกายได้ เช่น ความผิดปกติของเซลล์ประสาทในสมอง ความผิดปกติของฮอร์โมนเพศ และอาจเป็นโรคทางพันธุกรรม อีกทั้งกัญชายังมีผลเสียต่อพัฒนาการของทารกในครรภ์ เพราะกัญชามีฤทธิ์ทำลายโครโมโซมของทารก

การเสพกัญชาเป็นระยะเวลานานจะนำมาซึ่งภาวะไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูง ก่อให้เกิดความผิดปกติของหัวใจ ทำให้หัวใจล้มเหลว มีความผิดปกติทางสมอง จนก่อให้เกิดอาการทางจิตประสาทตามมา ยิ่งเสพมากอาการก็จะยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น

อาการที่แสดงให้เห็นถึงความทรมานจากการเสพกัญชาก็มีมากมาย เช่น คลื่นไส้อาเจียนอย่างรุนแรง วิงเวียนศีรษะ ปวดท้อง หรือมีอาการแพ้ เช่น เป็นผื่นคัน ตัวบวม อึดอัด หายใจลำบาก หายใจไม่ออก เป็นต้น

ด้วยฤทธิ์ของกัญชาที่ทำให้เกิดการผ่อนคลาย ลดความวิตกกังวล รู้สึกสนุกสนาน เคลิบเคลิ้มมีความสุข จึงทำให้มีผู้รู้เท่าไม่ถึงการณ์ และเสพติดกัญชาเป็นจำนวนมากอย่างไม่น่าเชื่อ โดยจะมีจำนวนเป็นรองก็แต่กลุ่มคนที่ติดสุรา กาแฟ และบุหรี่เท่านั้น

 

สถานภาพของกัญชาในเมืองไทย ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน

ประเทศไทยจัดให้กัญชาอยู่ในกลุ่มยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 5 ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ห้ามมิให้ประชาชนมีไว้ครอบครองหรือเสพ แต่อนุญาตให้ใช้ในสถานพยาบาลเท่านั้น โดยเป็นในรูปแบบของสารสกัด THC ที่มีสัดส่วนแน่นอน และได้มาตรฐานทางการแพทย์เท่านั้น

ผู้ใดผลิต จำหน่าย นำเข้า หรือส่งออก ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 2-5 ปี และปรับตั้งแต่ 20,000-150,000 บาท หากครอบครองโดยมิได้รับอนุญาต จะต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

 

สถานภาพของกัญชาในเมืองนอก หลายประเทศเปลี่ยนไปแล้ว

ด้วยประโยชน์มากมายของกัญชา ทำให้ในหลายประเทศ อนุญาตให้ปลูกและซื้อขายกัญชาได้อย่างถูกกฎหมาย เช่น ในสหรัฐได้ออกกฎหมายให้ 14 มลรัฐ สามารถใช้กัญชาในทางการแพทย์ได้ ในฮอลแลนด์อนุญาตให้มีการสูบได้อย่างถูกกฎหมาย สามารถหาซื้อได้ทั่วไป แต่ยังไม่อนุญาตให้ผลิตหรือปลูกเอง ขณะที่อุรุกวัยอนุญาตให้มีการปลูกและซื้อขายกัญชาได้อย่างถูกกฎหมาย ฯลฯ

ข่าวล่าสุดจากอุรุกวัยรายงานว่า อุรุกวัยเป็นชาติแรกในโลกที่รัฐบาลอนุญาตให้ประชาชนสามารถซื้อกัญชาไปใช้เพื่อความบันเทิงได้ ถือเป็นประเทศแรกในโลกที่เปิดให้ซื้อ-ขายกัญชาได้อย่างเสรี

ร้านขายยาในอุรุกวัยเริ่มขายกัญชาให้กับผู้บริโภคโดยตรง ถือเป็นจุดสูงสุดของความพยายามที่ยาวนานในการทำให้กัญชาถูกกฎหมาย หลังจากเริ่มดำเนินการมาแล้วกว่า 3 ปี ภายใต้การควบคุมที่เคร่งครัดของรัฐบาล มีสถานประกอบการเพียง 16 แห่งเท่านั้นที่ได้รับอนุญาตให้ขายกัญชาในเมืองหลวงได้

ในอุรุกวัย ประชาชนที่มีอายุเกิน 18 ปี สามารถลงทะเบียนซื้อกัญชาโดยระบุลายนิ้วมือเพื่อแสดงตัวตน โดยผู้ใช้กัญชาเกือบ 5,000 คนที่ลงทะเบียนกับรัฐบาล จะสามารถซื้อกัญชาขนาดห้ากรัมหรือหนึ่งซองได้ในราคา 6 ดอลลาร์ 50 เซนต์ และแต่ละคนสามารถซื้อได้ถึง 40 กรัมต่อเดือน มีให้เลือกสองแบบคือ อัลฟ่า 1 และเบต้า 1 ซึ่งผู้เชี่ยวชาญท้องถิ่นกล่าวว่า ทั้ง 2 ประเภทมีปริมาณเตตราไฮโดรแคนนาบินอล (tetrahydrocannabinol) หรือ THC ซึ่งเป็นสารที่มีฤทธิ์ต่อประสาทที่มักพบในพืชจำพวกกัญชา ต่ำกว่ากัญชาทั่วไป

รัฐบาลกล่าวว่า ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการพัฒนา ทำบรรจุภัณฑ์และจัดจำหน่ายโดย 2 บริษัท คือ ซิมไบโอซิส และไอซีคอร์ป ซึ่งได้รับอนุญาตจากรัฐบาล ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวได้รับการตรวจสอบอย่างระมัดระวังเพื่อป้องกันการขายให้ชาวต่างชาติหรือลักลอบนำออกนอกประเทศ

การสนับสนุนการออกนโยบายซื้อขายกัญชาได้อย่างถูกกฎหมาย เกิดขึ้นในรัฐบาลชุดก่อนของอดีตประธานาธิบดีอุรุกวัย นาย โฆเซ มูฆิกา ซึ่งเคยเป็นอดีตสมาชิกกองกำลังนิยมฝ่ายซ้าย และเป็นผู้ส่งเสริมการปฏิรูปในอุรุกวัยอยู่หลายครั้ง โดยในยุคนั้น รัฐบาลมุ่งปราบปรามการค้ายาเสพติด เพื่อให้รัฐบาลเข้าควบคุมและเก็บภาษีในตลาดยาเสพติดได้

อย่างไรก็ตาม ผลสำรวจระบุว่าชาวอุรุกวัยกว่าร้อยละ 60 ไม่เห็นด้วยกับการปฏิรูปดังกล่าว เนื่องจากประชาชนมองว่าร้านขายยาควรขายแค่ผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพและเวชภัณฑ์ หลายคนกังวลว่าการขายกัญชาในร้านขายยาเป็นการแข่งขันกับผู้ค้ายาตามท้องถนนที่ผิดกฎหมาย และอาจทำให้มีคนเข้ามาขโมยกัญชาในร้านได้ ทำให้การประกาศใช้กฎหมายเสรีกัญชาเกิดความล่าช้า โดยกฎหมายดังกล่าวถูกเสนอตั้งแต่ปี 2014 แต่ก็ถูกเลื่อนมาหลายครั้งจนเพิ่งถูกอนุมัติเมื่อไม่นานมานี้

เรียกได้ว่า อุรุกวัย เป็นประเทศแรกๆ ในละตินอเมริกาที่อนุญาตให้ใช้กัญชาในทางการแพทย์ โดยหลังจากนั้น หลายมลรัฐในสหรัฐฯ ได้รับรองการใช้กัญชาเพื่อความบันเทิงและการแพทย์ ขณะที่กัญชาในไทย เป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 5 กลุ่มเดียวกับพืชกระท่อม ฝิ่น และเห็ดขี้ควาย  ด้านกัญชง ที่มีลักษณะคล้ายกัญชา ก่อนหน้านี้มีมติคณะรัฐมนตรีให้สามารถปลูกเป็นพืชเศรษฐกิจได้ แต่จำกัดในบางจังหวัดเท่านั้น

 

ความพยายามของเมืองไทย ในการหมุนตามโลก

หลังจากเฝ้าสังเกตปรากฏการณ์ทางสังคมมาเนิ่นนาน หนึ่งในผู้ที่เห็นด้วยกับการแก้กฎหมายเกี่ยวกับกัญชา ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า กลุ่มคนที่ใช้กัญชามีด้วยกัน 2 กลุ่ม กลุ่มหนึ่งใช้เพื่อการผ่อนคลาย กับอีกกลุ่มที่ใช้ในทางการแพทย์ ซึ่งกลุ่มที่ใช้ทางการแพทย์ใช้กัญชามากกว่ากลุ่มหนึ่งที่ใช้เพื่อการผ่อนคลาย

ทุกวันนี้ยอมรับกันทั่วไปว่า กัญชาเป็นพืชที่ให้ประโยชน์ตั้งแต่เปลือกจนถึงใบ ทำให้เกิดข้อสงสัยในแง่ที่ว่า ในมาเลเซียมีการปลูกกระท่อม ในจีนมีการปลูกกัญชา มุ่งไปสู่การสกัดผลเพื่อพัฒนาไปเป็นยา นำไปสู่การขอสิทธิบัตร ซึ่งไม่เพียงประโยชน์จะตกอยู่กับประชาชน แต่ยังให้ผลในด้านเศรษฐกิจอีกด้วย

ทว่ากรอบความคิดอันคับแคบของรัฐและสังคมไทย ยังคงมองกระท่อมและกัญชาในฐานะของยาเสพติดแต่เพียงมิติเดียว

“หากประเทศนี้หรือรัฐบาลนี้ต้องการที่จะก้าวข้ามหลายๆ เรื่อง ต้องนับว่ากัญชาเป็นพืชเศรษฐกิจที่ไทยเราเป็นแหล่งที่มีสายพันธุ์กัญชาระดับต้นๆ ของโลก มีนักปลูกที่มีความสามารถในระดับที่เรียกตามภาษาวัยรุ่น คือ ‘ขั้นเทพ’

“ขณะเดียวกันเราก็มีโรงพยาบาลระดับดีมาก และความสามารถของคนไทย จะเริ่มต้นตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ จนถึงปลายน้ำได้ จะทำให้เราหลุดพ้นจากภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ได้ ในขณะที่กระทรวงสาธารณสุขก็ดีสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ก็ดี ลองหันมาปลูกสักปี คุณจะเอาเท่าไหร่ เราหาได้หมด”

ถ้าไม่ยึดติดจนเกินไป ถึงจุดนี้อาจจะบอกได้ว่า อย่างน้อยๆ ภาพของกระท่อมและกัญชาที่เคยคุ้นมาแต่เด็กจากแบบเรียนของกระทรวงศึกษาธิการได้แปรเปลี่ยนไปแล้ว กระท่อมและกัญชากลายเป็นพืชที่มีสถานะมากกว่าหนึ่ง ทั้งในสถานะของยารักษาโรค สถานะของพืชเศรษฐกิจ

ภายใต้กฎหมายของรัฐไทยที่ยังคงมองทุกอย่างเป็นเพียงสีขาวและดำเช่นนี้ จะดีกว่าไหมหากจะจัดสถานะของกระท่อมและกัญชาเสียใหม่ ส่งเสริมโดยไม่ปิดกั้น หากปรารถนานั้นคือ หมุดหมายที่มุ่งไปสู่การคิดค้นยารักษาโรคต่างๆ ที่หลายประเทศได้นำหน้าไปก่อนแล้วหลายช่วงตัว

 

ความพยายามของภาครัฐ

เมื่อไม่นานนี้มีข่าวออกมาว่า นายวิทยา สุริยะวงค์ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม เป็นประธานเข้าร่วมการประชุม ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) เพื่อกำหนดแนวทางการให้ความร่วมมือสนับสนุนการให้ความรู้ความเข้าใจกับประชาชนในเรื่องของยาเสพติด

โดยเฉพาะการสร้างการรับรู้เรื่อง ผู้เสพ คือผู้ป่วย ซึ่งผู้เสพสามารถเข้ารับการบำบัดรักษาโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย และไม่เสียประวัติ รวมทั้งติดตามความคืบหน้าในการปรับแก้กฎหมายยาเสพติด เรื่องกัญชาและกระท่อม

ด้านการแก้กฎหมายในเรื่องดังกล่าว นายนิยม เติมศรีสุข รองเลขาธิการ ป.ป.ส. กล่าวว่า ในส่วนการปรับแก้กฎหมายยาเสพติด เรื่องกัญชาและกระท่อม อยู่ระหว่างการประชุมความคืบหน้าในการดำเนินงานของคณะอนุกรรมการศึกษาวิเคราะห์มาตรการทางกฎหมายในการควบคุมเมทแอมเฟตามีน

โดยจะต้องมีการใช้แบบวิถีชาวบ้าน เช่นการเคี้ยวใบกระท่อม และไม่ผ่านการแปรรูปเป็นสารเสพติด แต่ต้องอยู่ในกรอบเงื่อนไขที่กำหนดไว้ ต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของเจ้าหน้าที่ และจำกัดปริมาณ หรืออนุญาตเฉพาะในพื้นที่กำหนดเท่านั้น

สรุปก็คือในอนาคตอันใกล้ สถานการณ์ด้านกัญชาในเมืองไทยต้องมีการเปลี่ยนแปลงอย่างแน่นอน แต่จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร ในฐานะผู้ชมเราก็ต้อง wait and see กันต่อไป.