SPIRIT OF THE RIVER ฟื้นฟูจิตวิญญาณแห่งสายน้ำ

ต้องยอมรับว่า “มหาอุทกภัย” ครั้งนี้ ซึ่งรุนแรงที่สุดในรอบหลายสิบปีที่ผ่านมา นอกจากจะสร้างความสูญเสียอย่างใหญ่หลวงให้แก่ประชาชนคนไทยและประเทศชาติ ไม่ว่าจะรับผลโดยตรงหรือโดยอ้อม มันยังสะท้อนภาพความล้มเหลวในการบริหารจัดการน้ำของภาครัฐ ตลอดจนความผิดพลาดของแนวทางการพัฒนาประเทศ ความอ่อนแอด้านการวางผังเมือง รวมทั้งการทุจริตคอร์รัปชั่นอันเป็นบ่อเกิดของปัญหาที่ติดตามมาเป็นลูกโซ่

สิ่งต่างๆ เหล่านั้น ได้รับการพูดถึงและนำเสนออย่างกว้างขวางทางสื่อต่างๆ ทั้งวิทยุ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ รวมทั้งสื่อออนไลน์ ไม่ว่าเว็บไซต์ เว็บบล็อก เฟซบุ๊ค หรือทวิตเตอร์ สำหรับคนที่ติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหวและความเป็นไปในสังคม คงเคยผ่านหูผ่านตากันมาบ้าง

แต่สิ่งหนึ่งซึ่งยังมีการพูดถึงกันน้อยมาก นั่นก็คือ ความคิด ความรู้สึก ตลอดจนความผูกพันที่เปลี่ยนไป ระหว่างคนไทยกับสายน้ำ

คนไทยสมัยก่อน รักและเคารพน้ำเหมือนรักแม่ เราจึงมี “แม่น้ำ” มี “แม่คงคา” มีพิธีขอขมาลาโทษมวลน้ำทุกหยาดหยดด้วยการจุดธูปเทียนบูชานำไปลอยกระทงในวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 12 สืบทอดเป็นประเพณีมายาวนานนับร้อยปี ก่อนที่พิธีกรรมดังกล่าวจะเลือนความหมายและถูกสลายคุณค่าไป เหลือเพียงเทศกาลท่องเที่ยว หรืองานบันเทิงเริงใจที่เต็มไปด้วยการจุดพลุ ประทัด ดอกไม้ไฟ เสียงดังอึกทึกครึกโครมไปทั้งบ้านทั้งเมือง อีกทั้งกระทงสมัยใหม่จำนวนไม่น้อยก็ทำจากวัสดุที่ไม่เป็นมิตรกับแม่น้ำและธรรมชาติ

ไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าคติโบราณในการเคารพรักและบูชาเทิดทูน “แม่คงคา” ซึ่งเป็นหนึ่งใน “3 แม่ธรรมชาติ” (3 mothers earth…อีกสองแม่คือ “แม่ธรณี” และ “แม่โพสพ”) หลุดร่วงหล่นหายไปจากความรู้สึกนึกคิดของคนไทยส่วนใหญ่ตั้งแต่เมื่อไหร่ เพราะเมื่อรู้ตัวอีกที แม่น้ำลำคลองของเราก็เน่าเหม็น ตื้นเขิน และไม่ได้รับการดูแลเท่าที่ควร

อย่างไรก็ตาม ยังมีคนอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งแม้จะเป็นส่วนน้อย แม้จะอยู่ในโลกสมัยใหม่ แต่ความคิดจิตใจของพวกเขาก็ยังยึดโยงอยู่กับความเชื่อความศรัทธาของบรรพบุรุษไทยในอดีต พวกเขายังเคารพบูชาแม่คงคา แม่ธรณี แม่โพสพ และอยากจะบอกทุกคนว่า พิบัติภัยทั้งหลายที่เกิดขึ้นและมีแนวโน้มรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ นั้น ล้วนมีสาเหตุมาจากการที่เราไม่รัก เราละเลย ไม่ดูแล ไม่บำรุงรักษา ไม่เคารพนบนอบแม่พระธรรมชาติกันอีกแล้ว

ยิ่งกว่านั้นหลายคนยังลงมือทำลายดิน น้ำ ป่าไม้ ภูเขา ดงดอย อย่างไม่ปรานีปราศรัย จนธรรมชาติขาดสมดุล ความรุนแรงจึงปะทุขึ้นอย่างไม่อาจเลี่ยง

ขณะที่รัฐบาลกำลังตีฆ้องร้องป่าวถึงโครงการยักษ์มูลค่าหลายแสนล้านเพื่อ “ล้อมคอก” การแก้ปัญหาน้ำอย่างเป็นระบบ มีคนอย่างน้อย 2 คน คือ โจน จันได ผู้มีชื่อเสียงในแวดวงเกษตรอินทรีย์และการสร้างบ้านดิน กับ ประมวล เพ็งจันทร์ ผู้โด่งดังจากหนังสือ “เดินสู่อิสรภาพ” ได้ออกมาพูดให้สติคนในสังคม ว่าเราไม่จำเป็นต้องเอาเงินมหาศาลมาทุ่มลงไปเพื่อแก้ปัญหาที่ไม่มีใครรู้ว่าจะแก้ได้จริงหรือไม่

พวกเขาบอกตรงกันว่า ทางแก้ที่ไม่ต้องเสียเงินและจะอยู่ต่อไปอย่างยั่งยืน คือการปรับเปลี่ยนความคิดจิตใจและทัศนคติ รื้อฟื้นความเคารพรักในแม่ธรรมชาติ แม่คงคา แม่ธรณี แม่โพสพ ให้หวนกลับมาอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งถ้าทำได้ แม่ธรรมชาติก็จะดูแลเรา ให้เราอยู่ร่วมกับสรรพสิ่งต่างๆ อย่างกลมกลืน ไม่ต้องมาลำบากยากเข็ญ เป็นทุกข์เป็นร้อนเหมือนที่ผู้คนจำนวนมากกำลังประสบอยู่ และมีโอกาสพบเจอได้อีกหลากหลายรูปแบบในอนาคต

มาดูกันว่ามุมมองของทั้งสองคนน่ารับฟังมากน้อยเพียงใด และด้วยเหตุที่กระแสเสียงของพวกเขาดังมาจากเชียงใหม่ ดินแดนที่ทั้งคู่อยู่อาศัยในปัจจุบัน แม้ โจน จันได จะเป็นลูกอีสาน และ อ.ประมวล เป็นลูกเกาะสมุยโดยกำเนิด ดังนั้นผู้เขียนจึงอยากจะตั้งชื่อเล่นในบทถ่ายทอด Speech สั้นๆ ชิ้นนี้ว่า “เสียงจากเชียงใหม่…ถึงชาวไทยและชาวโลก”

……..

ประมวล เพ็งจันทร์ กับบทสวดสรรเสริญสายน้ำ

เมื่อก่อนผมเป็นอาจารย์สอนหนังสือทางด้านปรัชญา ซึ่งเป็นวิชาที่ว่าด้วยความคิด แล้วก็เห็นว่าน่าจะยุติแค่นั้น ก็เลยใช้ชีวิตให้มีความคิดน้อยที่สุด หันมาอยู่กับความรู้สึก และช่วงที่อยู่กับความรู้สึก ผมต้องอยู่กับธรรมชาติ ปกติเราจะรู้สึกกลัวเมื่ออยู่คนเดียวท่ามกลางธรรมชาติ ผมก็พยายามเรียนรู้ว่าจะอยู่กับธรรมชาติอย่างไรที่จะไม่ทำให้รู้สึกกลัวมากเกินไป และเมื่ออยู่ไปจู่ๆ ก็เกิดความรู้สึกอะไรบางอย่างที่พลิกกลับ

ผมมีความรู้สึกที่อยากจะบอกเล่านิดหนึ่ง เป็นความรู้สึกที่อาจเข้าใจยากนิดหน่อย คือช่วงที่ผมไปอยู่ประเทศอินเดีย ผมก็อยู่อย่างโดดเดี่ยว เพราะเราเป็นคนต่างชาติ ก็พยายามอยู่กับธรรมชาติมากที่สุด วิธีการที่ผมใช้ก็คือ เมื่อชาวอินเดียเขามีความเคารพต่อธรรมชาติ ผมก็พยายามเลียนแบบ แม้ผมจะไม่มีความสามารถที่จะสวดสาธยายบทมนตร์ต่างๆ ได้ ก็พยายามไปหาบทสวดมนตร์มาอ่านเอา แล้วออกเสียงให้ใกล้เคียงมากที่สุด

มีอยู่ช่วงหนึ่งซึ่งผมอยู่กับสายน้ำ อยู่ตามแม่น้ำต่างๆ ในความรู้สึกของผม เมื่ออยู่กับสายน้ำก็ต้องสวดสดุดีสายน้ำ ผมก็ไปหาบทสวดมาบทหนึ่งซึ่งเป็นบทสวดจากคัมภีร์ฤคเวท ซึ่งเป็นคัมภีร์เก่าแก่สี่ห้าพันปีมาแล้ว

บทสวดนี้ชื่อ “นทีสุคตะ” ถ้าแปลเป็นไทยก็คือ “บทสวดสรรเสริญสายน้ำ” ตอนแรกแปลไม่ได้แต่ก็สวดไป เพราะรู้สึกว่าเราอยากจะอาศัยความเชื่อซึ่งเป็นกรอบทางวัฒนธรรมของเขา แต่ต่อมาก็พยายามที่จะแปลด้วยขณะที่อยู่ใกล้สายน้ำ ผมพบว่าบทที่ผมพยายามถอดความนั้นมีความหมายที่น่ามหัศจรรย์มาก

“นทีสุคตะ” เป็นบทสวดที่ฤาษีวิศวามิตรรจนาไว้ บทสวดนี้จึงกล่าวถึงฤาษีที่ชื่อวิศวามิตร ซึ่งวันหนึ่งกลับมาจากการไปประกอบพิธีให้กับประชาชน แล้วก็ได้รับเครื่องไทยทานบรรทุกเกวียนเทียมโคมา เมื่อมาถึงสายน้ำที่ต้องข้ามไปอีกฝั่ง ฤาษีก็แสดงความปรารถนาโดยกล่าวกับสายน้ำว่า ขอให้สายน้ำได้โปรดหยุดไหลเพื่อให้ท่านได้ข้ามคลองหรือข้ามแม่น้ำไป เพราะท่านมีเครื่องไทยทานบรรทุกเกวียนเทียมโค ขอให้สายน้ำได้หยุดไหลสักชั่วขณะหนึ่ง เพื่อท่านจะได้ข้ามน้ำไปได้

เมื่อสายน้ำได้ยินฤาษีกล่าวเช่นนั้น จึงกล่าวตอบว่า “เราไหลไปตามบัญชาแห่งสวรรค์ มิสามารถไหลไปตามใจปรารถนาของใครคนใดคนหนึ่งได้”

เมื่อฤาษีวิศวามิตรได้ฟังคำกล่าวแห่งสายน้ำเช่นนี้ ก็เกิดความรู้สึกว่าตัวเองได้ประพฤติผิดไปซะแล้ว ที่เอาความปรารถนาของตนไปเรียกร้องกับสายน้ำ จึงได้กล่าวคำเสียใหม่ เป็นการกล่าวสดุดีสายน้ำ ว่าสายน้ำได้ไหลไปตามครรลองแห่งสวรรค์ แล้วก็กล่าวเป็นคำนอบน้อมว่า ขอให้สายน้ำได้โปรดโอบอุ้มคุ้มครองให้ท่านได้ข้ามสายน้ำไปด้วยเถิด

สายน้ำได้กล่าวตอบฤาษีว่า “โอ้ท่านมหากวี ท่านกล่าวคำอันไพเราะยิ่งนัก เราจะประคับประคองท่านให้ข้ามสายน้ำไป ประดุจดังมารดาที่โอบอุ้มคุ้มครองบุตร”

พอดีตรงนั้นมีสายน้ำอีกสายมาบรรจบ สายน้ำอีกสายจึงบอกว่า “เราจะประคับประคองท่าน ประดุจดังมารดาใหม่ที่โน้มกายลงให้บุตรน้อยดื่มนมจากถัน”

และกล่าวด้วยนะครับว่า “ข้าแต่ฤาษีผู้เป็นมหากวี เมื่อเราได้ปฏิบัติต่อท่านเยี่ยงนี้ ในอนาคตเมื่อท่านจะรจนาบทกวีใดๆ โปรดอย่าได้เขียนข้อความถ้อยคำให้เรารู้สึกต่ำต้อยและอับอาย”

หลังจากนั้นก็เป็นคำกวีที่สรรเสริญสดุดีสายน้ำ ผมแปลจากความทรงจำ บทกวีในภาษาสันสกฤตคงไพเราะมาก แต่เมื่อเอามาแปล ผมไม่สามารถจะแปลให้ไพเราะได้ แต่เข้าใจความหมายซึ่งเป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นในใจผม ตอนที่พยายามจะถอดความออกมาขณะที่นั่งอยู่ริมสายน้ำ

ผมได้พบความรู้สึกอันหนึ่งซึ่งบังเอิญมันมีอยู่ในใจผมแล้ว เป็นบทเรียนจากชีวิตในอดีต ที่ผมรู้สึกว่าธรรมชาติรอบตัวนั้น เราสามารถที่จะกำกับและสามารถที่จะบงการให้เป็นไปตามใจปรารถนาได้ เมื่อใดที่เรารู้สึกว่าธรรมชาตินั้นไม่เป็นไปตามใจเรา เราจะรู้สึกขัดเคือง ขุ่นแค้น แล้วก็หวาดกลัวเมื่อเราไม่สามารถบังคับได้

คำพูดของสายน้ำที่กล่าวตอบฤาษี ว่าเราจะประคับประคองท่านประดุจดังมารดาใหม่ที่โน้มกายลงให้บุตรน้อยดื่มนมจากถัน เป็นภาพที่มีความหมายมหัศจรรย์มาก

ผมเอาความรู้สึกนี้มาเล่าให้พวกเราฟัง เพราะต้องการบอกความรู้สึกของผมว่า ในขณะที่ผมพยายามออกจากความคิดที่เราพยายามปรุงแต่งความหมายให้เป็นไปตามใจเรา เราได้หลงลืมและเลอะเลือนไปจากความสัมพันธ์ที่ดีกับสายน้ำ

ผมเคยเดินทางร่วมกับคณะธรรมยาตรา ตอนที่เราเดินทางตามสายน้ำปิงไปสู่อ่าวไทย ผมจำได้ว่าตอนเราไปพักเที่ยงที่วัดๆ หนึ่งซึ่งอยู่ใกล้แม่น้ำปิง ที่วัดนี้เราไปนั่งพักกันใต้ต้นโพธิ์ที่อยู่กลางวัด แล้วประชาชนแถวนั้นก็เอาอาหารมาถวายพระภิกษุ

ผมนั่งอยู่ใต้ร่มโพธิ์ที่มีความสงบเย็น แล้วถามผู้เฒ่าประจำวัดว่า ต้นโพธิ์ต้นนี้อายุเท่าไหร่แล้ว ตอนนี้ผู้เฒ่าคงอายุมากกว่า 60-70 ปี ท่านบอกว่า “เมื่อผมเป็นเด็ก ต้นโพธิ์นี้ก็ใหญ่อย่างนี้แล้ว” ผมมีความรู้สึกตอนนั้นว่า โอ้โห…ต้นโพธิ์นี้มีอายุมากกว่าเราไม่รู้เท่าไหร่ ไม่กี่วันหลังจากนี้เราคงจบชีวิต และต้นโพธิ์นี้ก็คงมีอายุอยู่ต่อไป น่าเสียดายเหลือเกินถ้าใครที่ยังมีชิวิตอยู่ตอนนี้จะเบียดเบียนและทำลายโพธิ์ต้นนี้

ผมเข้าใจว่าสายน้ำปิงและสายน้ำทุกๆ สาย ที่ไหลลงไปจนกระทั่งเป็นมวลน้ำไปก่อให้เกิดปัญหากับพี่น้องประชาชนในจังหวัดทางภาคกลาง คงไม่อยากให้เป็นเช่นนั้น ผมอยากให้ทุกคนกลับมามีความรู้สึกเหมือนฤาษีวิศวามิตร…คืนความรู้สึกดีสู่สายน้ำ…นี่เป็นความรู้สึกของผมที่อธิบายด้วยคำพูดเชิงเหตุผล หรือเชิงความคิดค่อนข้างยาก เพราะมันเป็นความรู้สึก

ผมเข้าใจในความหมายและความรู้สึกของชาวอินเดียที่ได้ไปเรียนรู้มา ไม่เฉพาะกับสายน้ำเท่านั้น แม้กระทั่งยามรุ่งอรุณที่เราเห็นแสงสีทองจับขอบฟ้า แล้วผมเอาบทสวดสดุดีอุษาเทวีขึ้นมาสาธยายก็ไพเราะงดงามยิ่งนัก บทสวดนั้นสรรเสริญว่าอุษาเทวี-เทวีผู้สวยสดงดงาม นำความสวยสดงดงามมาสู่พวกเรา พวกเราขอสดุดี

หรือเมื่ออาทิตย์ขึ้นยามเช้าก็สวดสาธยายว่า สุริยเทพนำความอบอุ่น นำแสงสว่างมาสู่พวกเรา พืชพันธุ์ธัญญาหารของพวกเราที่อุดมสมบูรณ์ เพราะท่านประทานความอุดมสมบูรณ์มาให้ ผมเข้าใจว่าบทสวดเหล่านี้ แม้จะดูโดยภาษาแล้วไม่มีอะไรมาก แต่มันได้บรรจุความรู้สึกที่เราสำนึกว่าธรรมชาติที่อยู่รอบตัวเรานั้น ช่างมีคุณต่อเราเหลือเกิน เราเติบโตขึ้นมาท่ามกลางธรรมชาติที่โอบอุ้มคุ้มครองเรา

เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมอยากจะกล่าวในเวลาสั้นๆ กับทุกท่านในที่นี้ โดยเฉพาะคนที่เป็นศิลปิน ผมคิดว่าศิลปินเป็นผู้ที่สามารถสร้าง สามารถทำให้เกิดความรู้สึกได้ ความรู้สึกที่มีพลังต่อการเปลี่ยนแปลงตัวเราเอง ให้กลับไปคืนดีกับธรรมชาติ เปลี่ยนแปลงตัวเราเองให้หันกลับไปตระหนักรู้ถึงคุณค่าที่ธรรมชาติโอบอุ้มคุ้มครองให้เรามีชีวิตอยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุข

ผมเข้าใจว่าวันนี้น่าจะเป็นโอกาสดีที่ธรรมชาติเมตตา ธรรมชาติมาเตือนเรา เราน่าจะน้อมใจลงสดับตรับฟังเสียงธรรมชาตินั้น

 

โจน จันได “น้ำท่วมเป็นการเตือน… เป็นการดิ้นของแม่ด้วยความเจ็บปวด”

สำหรับผมในฐานะที่เป็นเกษตรกร เป็นชาวไร่ชาวนาคนหนึ่ง คงคิดอะไรลึกซึ้งมากไม่ได้ ก็จะเล่าจากความรู้สึกของคนที่อยู่กับไร่กับสวน ว่ารู้สึกอย่างไรกับเหตุการณ์ครั้งนี้ที่เกิดขึ้น

คืออย่างผมนี่ ถ้าน้ำท่วมผมดีใจ เพราะว่าได้ปลา แต่ถ้าฝนแล้ง หนักใจเพราะว่าข้าวตาย ฉะนั้นน้ำท่วมไม่เคยเป็นปัญหาในชีวิตเลย บ้านผมน้ำท่วมประจำ ที่ยโสธร ก็ไม่ถือว่าเป็นปัญหา แต่ทุกวันนี้ผมว่ามันเริ่มเป็นปัญหา เพราะว่าคนผิดปกติไป

เมื่อก่อนเราเป็นคนธรรมดา แต่ทุกวันนี้เราผิดปกติ สิ่งหนึ่งที่ผมเห็นว่ามันผิดไปก็คือ เราไม่ได้มีความรักความผูกพันกับชีวิต โดยเฉพาะสิ่งที่ “เป็นแม่”

ทุกวันนี้คนมักจะเชื่อว่าเรามีแม่เพียงคนเดียว คือแม่ที่ให้กำเนิดเรามา ให้กำเนิดแล้วก็เลี้ยงดูเรา เราคิดแค่นั้น แต่ความจริงแล้ว แม่คนนี้มีความหมายต่อชีวิตเราน้อยมาก เรายังมีแม่อื่นๆ อีกมากมาย เช่น แม่ธรณี แม่คงคา

แม่ธรณีให้เราเหยียบย่ำ ให้เรามีที่อยู่อาศัย แต่ก่อนแม่ธรณีเคยมีผิวพรรณที่เขียวขจี ชุ่มชื้น มีชีวิตชีวา แต่ปัจจุบันเรากลับมองไม่เห็นแม่ ไม่รู้ว่าแม่คือแม่ แล้วเราก็ตัดป่า เผา ทำลายผิวหนังของแม่ เผาด้วยไฟไม่พอยังเอาสารเคมีไปใส่อีก เพื่อที่จะปลูกข้าวโพดขายกิโลละสามบาท

สารเคมีครั้งแล้วครั้งเล่าอัดเข้าไป แม่เคยปกป้องเรา ดูดซับน้ำเวลาฝนตกลงมา ดูดซับน้ำไม่ให้น้ำท่วม ให้ความร่มรื่น ให้ความร่มเย็น…แต่วันนี้แม่ป่วยมาก ดูแลเราไม่ได้ ปกป้องเราไม่ได้…(เสียงเริ่มเครือ)

แม่คงคา เคยเป็นแม่อีกคนหนึ่งที่ให้เราดื่มกินทุกวัน แม้แม่จริงๆ แม่ที่เป็นคนของเราตายไปแล้ว แม่คงคาก็ยังดูแลเราไม่เคยขาด เราต้องกินแม่คงคาทุกวัน นั่นคือเลือด คือเนื้อของแม่

แต่ก่อน แม่คงคามีผิวพรรณที่ผ่องใส มองลงไปเห็นปูเห็นปลา ดื่มกินได้ทุกที่ น้ำตามรอยควายเรายังเคยก้มกิน น้ำในบ่อเราก็เคยก้มกิน นั่นเพราะแม่ปกปักรักษาเรา

แต่ปัจจุบัน เราทำร้ายแม่คงคา เอาขยะลงไป เอาสารพิษลงไป ทุกวันนี้แม่คงคามีผิวพรรณที่ดำคล้ำ เศร้าหมองมาก เรากินไม่ได้ แต่ก่อนคนที่หมู่บ้านไปซาอุฯ เขากลับมาบอกว่า ไปต่างประเทศซื้อน้ำแพงกว่าน้ำมัน พวกเราหัวเราะ เป็นไปได้ยังไง น้ำที่ไหนก็ดื่มได้ แต่วันนี้เราดื่มน้ำไม่ได้…

อีกแม่หนึ่งที่เราลืมไปจริงๆ คือแม่โพสพ แม่โพสพคืออาหารที่หล่อเลี้ยงเราวันละสามมื้อเป็นอย่างต่ำ หล่อเลี้ยงเราตลอดเวลา

แต่ปัจจุบันเรากลับย่ำยีแม่ ไม่มีใครเก็บรักษาพันธุ์ของแม่ เราปล่อยให้บริษัทไม่กี่บริษัทพัฒนาพันธุ์เพื่อตลาด ไม่ได้พัฒนาเพื่อคน พวกเขาพัฒนาเพื่อยึดครองอาหารของโลก ไม่ได้พัฒนาเพื่อให้เรากิน ให้เราทำพันธุ์ พวกเขาทำแม่ให้อ่อนแอ พัฒนาจนไก่ไม่สามารถที่จะอยู่ได้โดยธรรมชาติ พืชผักหลายชนิดอยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีสารเคมี ไม่มีฮอร์โมน

ซ้ำร้ายยิ่งกว่านั้น ยังมีการดัดแปลงแม่ให้เป็นสิ่งที่วิปริตวิตถาร เรียกว่าการตัดต่อพันธุกรรมหรือ GMO นั่นคือเอาพืชกับสัตว์ สัตว์กับสัตว์ต่างตระกูลกัน เอาคนหรืออะไรไปผสมกับหมู เอาปลาไปผสมกับมะเขือเทศ

…นี่คือการย่ำยีแม่อย่างน่าเศร้าสลดมาก

วันนี้…มีเหตุการณ์น้ำท่วม มันเป็นการเตือน เป็นการดิ้นของแม่ด้วยความเจ็บปวด…เรา..ทำร้ายแม่ในทุกวิถีทาง แม่ทุกแม่กำลังเจ็บป่วยอย่างหนัก แม่ทุกแม่ไม่รู้ว่าจะเอาชีวิตรอดมั้ย..เราก็เลยไม่รู้ว่าแม่จะปกป้องเราได้ยังไงบ้าง..

นอกจากเราจะมองไม่เห็นแม่เป็นแม่แล้ว เรายังพยายามแปลงแม่ให้เป็นทุน แม่มีค่ามากกว่าเงิน แต่ทุกวันนี้เรากำลังเปลี่ยนแม่ให้เป็นทุน.. ซึ่งมันไม่มีค่า ไม่มีความหมายอะไรเลย

ผมรู้สึกว่า..ในความรู้สึกของชาวนาคนหนึ่ง ผมเศร้าทุกครั้งที่พูดเรื่องนี้… ผมคิดถึงแม่.. สิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้ถือว่าเล็กน้อยมาก เมื่อเทียบกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาในเวลาอันใกล้นี้

เพราะเราคือลูกที่ไม่มีแม่..

เราคือลูกเนรคุณ..แม่ไม่ได้ปกป้องเราอีกแล้ว

แม่ไม่มีแรงที่จะปกป้องเราอีกแล้ว..

อันนี้แหละที่ทำให้ผมกลับมาปลูกผัก เก็บเมล็ดพันธุ์ ผมคิดว่าผมทำอะไรมากไม่ได้….

ผมจะกลับมาดูแลแม่…

 

ชื่อของคน…เงาของชีวิต

ประมวล เพ็งจันทร์ : ฉากชีวิตของ ดร.ประมวล เพ็งจันทร์ เริ่มต้นบนเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี ผ่านชีวิตเด็กรับจ้างกรีดยางที่เรียนจบเพียงชั้นป. 4 ไฟไหม้สวนยางทั้งแปลงเมื่ออายุ 15 ปี ตัดสินใจบวชเณรเพื่อก้าวให้พ้นจากความรุนแรงทางการเมืองที่เกิดขึ้นในเดือนตุลาคม 2516 จนเรียนจบเปรียญ 5 เข้าเรียนมหาจุฬาฯ ก่อนจะย้ายไปเรียนมหามกุฏฯ และตัดสินใจเปลี่ยนวิถีชีวิตอีกครั้งเพราะสะเทือนใจกับเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ 2519 โดยเดินทางไปเรียนต่อที่ประเทศอินเดีย จนจบปริญญาตรี-โท-เอก สาขาปรัชญา ซึมซับอารยธรรมอินเดียเป็นเวลานานถึง 10 ปีเศษ ก่อนกลับมาช่วยสอนที่มหาวิทยาลัยสงฆ์ มหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย และสอบบรรจุเป็นอาจารย์ที่ภาควิชาปรัชญาและศาสนา คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สอนอยู่นานกว่า 16 ปี ทุกวันนี้ลาออกจากการเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย มาใช้ชีวิตอิสระ โดยมีโอวาทของพระสายสวนโมกข์ “ชีวิตเป็นสิ่งมีค่าที่หาได้ยาก จงใช้อย่างสงบเย็นให้เป็นประโยชน์” เป็นเข็มทิศนำทาง

โจน จันได : ลูกชาวนาแห่งยโสธร เป็นคนบ้านศรีฐาน อ.ป่าติ้ว เกิดที่นั่น เติบโตที่นั่น เรียนจบ ป.7 อยากเรียนหนังสือต่อ แต่ทางบ้านไม่มีเงิน เลยไปบวชเป็นเณร 4 ปี เรียนจบเทียบเท่ามัธยมปลาย การศึกษาในห้องเรียนมีแค่นี้ แต่การศึกษาในชีวิตมีตลอด เขาคือผู้เชี่ยวชาญการสร้างบ้านดินของประเทศไทย เดินทางไปรอบโลกเพื่อนำเสนอแนวทางในการสร้างบ้านดิน ก่อนจะหันมาสนใจเรื่องการทเกษตรอินทรีย์และการเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์ เป็นปราชญ์เดินดินที่มีแนวคิดในการดำรงชีวิตอย่างมีความสุขและเรียบง่าย จนได้รับการขนานนามจากรายการเจาะใจ ว่า “คนจนผู้ยิ่งใหญ่” โจน จันได แต่งงานและมีลูกกับภรรยาชาวอเมริกัน “เพ็กกี้” หญิงที่รักงานด้านเอ็นจีโอจากโคโลราโด ลูกสาวคุณหมอและอาจารย์จากครอบครัวคนชั้นกลางที่มีอันจะกิน แต่วันนี้เธอเลือกจะมาลงหลักปักฐานอยู่กับสามีที่ไร่เกษตรอินทรีย์ “พันพรรณ” ในอำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่