ROUTE 36 บาร์โคเคนแห่งแรกของโลก

ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1972 เป็นต้นมา คอฟฟี่ช็อปหลายแห่งในอัมสเตอร์ดัม, เนเธอร์แลนด์ เปิดขายและกลายเป็นที่นั่งสูบกัญชาของผู้ที่นิยมม่านควันของพืชชนิดนี้อย่างถูกกฎหมาย ทุกวันนี้ตลาดซื้อขายยาเสพติดแหล่งใหญ่ย้ายลงใต้ ในประเทศโบลิเวียมีการเปิดขายโคเคนอย่างโจ๋งครึ่ม ในสถานที่ซึ่งเปรียบเสมือนสวรรค์ของนักเสพยา…โจนาธาน แฟรงคลิน พาตัวเองเข้าไปเจาะลึกการกลับมาแพร่ระบาดอีกครั้งของโคเคนในโบลิเวีย

“คืนนี้เรามีโคเคนให้เลือกสองแบบ คือแบบธรรมดาราคากรัมละ 100 เหรียญโบลิเวียน และแบบเข้มข้นกรัมละ 150 เหรียญ” ในบาร์แห่งหนึ่งกลางกรุงลาปาซ หลังจากบริกรจดรายการเครื่องดื่มที่เราสั่งเสร็จ เขาก็เริ่มเสนอเมนูหลัก นั่นคือยาเสพติดขึ้นชื่อของโบลิเวีย เราสั่งโคเคนเข้มข้นมา 2 กรัม พร้อมกับเหล้ารัมผสมโค้ก 2 แก้ว ส่วนน้ำเปล่ามีวางเป็นขวดอยู่บนโต๊ะ
ไม่นาน บริกรคนเดิมเดินถือถาดกลับมาที่โต๊ะของเรา เขาวางกล่องซีดีสีดำลงกลางโต๊ะ จากนั้นก็วางหลอดดูดสองอันและกล่องเล็กๆ สีดำสองกล่องลงข้างๆ กล่องซีดี เขาทำงานอย่างคล่องแคล่วด้วยใบหน้าเรียบเฉย เหมือนกำลังเสิร์ฟแซนด์วิชกับมันฝรั่งทอด
“เราเคยมีลูกค้ากลุ่มหนึ่งเป็นชาวออสเตรเลีย พวกนั้นสิงอยู่ที่นี่ 4 วันเต็มๆ เมายาตลอด พวกเขาจะออกจากร้านเฉพาะเวลาที่ไปกดเงินจากตู้เอทีเอ็ม” บริกรผมหยิกเป็นลอนเล่าให้ฟัง เขาเริ่มทำงานที่ “รูท 36” (Route 36) เมื่อ 6 เดือนก่อน ตอนที่คุยกัน เขายืนอยู่หลังบาร์ กำลังหั่นหลอดดูดให้เหลือความยาว 8 เซนติเมตร
ตอนที่บริกรกำลังง่วนอยู่กับการตัดหลอดดูด ผมหันกลับมามองภายในร้าน ทุกโต๊ะคลาคล่ำไปด้วยหนุ่มสาวนักเดินทางแบบแบกเป้ บางคนมาผจญภัยในอเมริกาใต้นานเป็นเดือน ไม่ว่าจะลางานมาเที่ยว อยู่ในช่วงหางานใหม่ หรือหนีจากซีกโลกเหนือมาหาความแปลกใหม่ในซีกโลกใต้ ซึ่งความแปลกใหม่นั้นมีอยู่มากมายรวมทั้งโคเคน
“ตรงไหนมีคลับใต้ดินซึ่งเตรียมโคเคนไว้บริการลูกค้า คนแถวนั้นจะออกมาต่อต้านอย่างรวดเร็ว คลับพวกนี้จึงต้องเคลื่อนที่ไปเรื่อยๆ อยู่ตรงไหนได้นานถึง 3 เดือนนับว่าโชคดี แต่โดยทั่วไปพวกมันจะเปิดได้ประมาณ 2 อาทิตย์เป็นอย่างมาก รูท 36 ก็เช่นกัน มันเป็นเหมือนงานเลี้ยงที่ต้องเคลื่อนย้ายไปเรื่อยๆ” บรรณาธิการหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งในโบลิเวียสะท้อนความจริงให้ฟัง เขาขอปกปิดชื่อเสียงเรียงนามเพื่อความสบายใจในการพูดคุย
“วันหนึ่งมันอาจจะเปิดอยู่ตรงนั้น แต่พออีกวันกลับไปโผล่อยู่ตรงโน้น เป็นความจริงที่ว่า รูท 36 มีชื่อเสียงในหมู่นักท่องเที่ยวแบบแบ็คแพ็คเกอร์ แต่คลับลักษณะนี้ใช่จะมีเพียงแห่งเดียว ยังมีอีกหลายแห่งที่มีโคเคนไว้บริการ นับตั้งแต่การใช้นโยบายแบบจรยุทธ์ของรูท 36 ทำให้เกิดความสับสนขึ้นมาว่า จริงๆ แล้วในโบลิเวียมีบาร์โคเคนกี่แห่งกันแน่?”
สินค้าเก่าแต่วิธีขายใหม่ ซึ่งกำลังดึงดูดใจนักท่องเที่ยวขี้ยาสู่โบลิเวียในตอนนี้ อาจเรียกอย่างไม่เป็นทางการว่า “ทัวร์โคเคน” (Cocaine Tourism) การท่องเที่ยวแบบนี้เกิดขึ้นมาได้ด้วยเหตุปัจจัยหลายประการ ที่สำคัญคือ การทุจริตของเจ้าหน้าที่รัฐ ทัศนคติแบบ “ช่างหัวมัน” ของประชาชนซึ่งปากกัดตีนถีบอยู่ในเมืองอันสับสนอลหม่าน และการมีประธานาธิบดี (อีโว โมราเลส) เป็นผู้ปลูกโคคารายใหญ่
ขณะที่ประธานาธิบดีโมราเลสพยายามต่อสู้เพื่อรักษาสิทธิของเกษตรกรผู้ปลูกโคคา พร้อมกับขับไล่หน่วยปราบปรามยาเสพติดของชาวอเมริกันออกจากโบลิเวีย แต่เขาก็ออกมาประกาศว่าจะใช้มาตรการรุนแรงในการปราบปรามยาเสพติด ซึ่งท่าทีดังกล่าวของเขาดูเหมือนจะขัดแย้งกันอยู่ในที
ต้นเดือนกรกฎาคม 2009 มีการค้นพบโรงงานผลิตโคเคนใหญ่ที่สุดเท่าที่เจอมาทางภาคตะวันออกของโบลิเวีย โรงงานแห่งนี้สามารถผลิตโคเคนได้วันละ 100 กิโลกรัม ดำเนินงานโดยชาวโคลอมเบีย และเป็นหลักฐานล่าสุดที่แสดงให้เห็นว่าทุกวันนี้โบลิเวียคือแหล่งผลิตโคเคนชั้นนำของโลก โรงงานนี้ใหญ่เป็นอันดับ 4 ของแหล่งผลิตโคเคนที่ถูกค้นพบในโบลิเวีย
ไม่มีประเทศไหนในอเมริกาใต้ที่การผลิตโคเคนเติบโตอย่างรวดเร็วมากกว่าโบลิเวีย รายงานขององค์การสหประชาชาติแสดงให้เห็นว่า เมื่อปีที่แล้ว (ค.ศ.2008) ผลผลิตในโคลอมเบียลดลง 28% ขณะที่ในโบลิเวียเพิ่มขึ้นเกือบ 10%
“มีความสนใจที่จะลงทุนผลิตโคเคนในโบลิเวียและส่งออกขายต่างประเทศ มากกว่าจะส่งวัตถุดิบไปผลิตในโคลอมเบียเหมือนที่ผ่านมา” ออสการ์ นิน่า (Oscar Nina) เจ้าหน้าที่ระดับสูงของหน่วยปราบปรามยาเสพติดโบลิเวีย ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวเกี่ยวกับสถานการณ์ล่าสุดของการผลิตยาเสพติดในภูมิภาคนี้
ขณะที่กองกำลังผสมสหรัฐฯโคลอมเบียเปิดยุทธการกดดันมาเฟียค้ายาอย่างหนัก ทำให้ขบวนการดังกล่าวต้องเคลื่อนย้ายจากโคลอมเบียไปยังประเทศข้างเคียง โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศโบลิเวีย เพราะลักษณะภูมิประเทศเหมาะสำหรับการทำธุรกิจผิดกฎหมาย เนื่องจากคนพื้นเมืองปลูกโคคามานานหลายร้อยปี
การหยุดยั้งทัวร์โคเคนในกรุงลาปาซ เปรียบไปก็ทำได้ยากไม่ต่างจากการห้ามชาวอเมริกันไม่ให้ดื่มเหล้าในช่วงห้ามดื่ม
…….
กรุงลาปาซ, โบลิเวีย ณ ความสูง 3,900 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล แค่เดินขึ้นบันไดสองชั้นก็อาจทำให้หัวใจคุณเต้นรัวราวการขยับปีกของนกฮัมมิงเบิร์ด ที่นี่คือบ้านเกิดของ “รูท 36” บาร์โคเคนแห่งแรกของโลก และมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วอเมริกาใต้
ภายในโถงใหญ่ของบาร์ เต็มไปด้วยบรรยากาศแบบชิลๆ พวกเขาเปิดเพลงแดนซ์ของมาดอนน่า เพลงฮิตของบีจีส์ บางเพลงของมานู เชา ร็อคย้อนยุค เช่น เดอะ โรลลิ่ง สโตนส์ และร็อคหน้าใหม่ วิคตอเรียเซอร์ ศิลปินโคลอมเบีย ซึ่งผมเคยไปโหลดเพลงจาก www.victoriasur.com มาใส่ไว้ในไอพอด ลูกบอลดิสโก้สะท้อนแสงสีแดงและเขียวไปตามมุมต่างๆ ของห้องโถง ทุกโต๊ะในห้องมีเทียนไขวางอยู่ พร้อมกับขวดน้ำ และมิกเซอร์ที่เจ้าของโต๊ะสั่งมาเพิ่มในราคาดริงก์ละประมาณ 2.50 ยูโร
ตรงมุมหนึ่งของห้องมีกระดานเกมหลายอย่างวางซ้อนกันอยู่ เช่น หมากรุก แบ็คแกมมอน ฯลฯ หากไม่จิกหัวลงมองเหมือนนกที่บินโฉบเหนือชายฝั่งเพื่อหาอาหาร คุณจะไม่มีวันรู้เลยว่าโคเคนจำนวนมากกำลังถูกเสพอยู่ในสถานที่แห่งนี้ด้วยวิธีการที่ธรรมดาสามัญที่สุดเท่าที่จะเป็นได้
นักแบกเป้จากทั่วโลกเดินทางมารวมตัวกันที่นี่ พวกเขานั่งร่วมโต๊ะกันโดยไม่แบ่งสัญชาติ แบ่งยาให้กันและพูดคุยกันอย่างออกรส ทุกคนมีเรื่องที่อยากเล่า เช่น การผจญภัยในเอกวาดอร์ รถประจำทางที่ดีที่สุดสู่เปรู หรือแม้แต่การบอกออกไปตรงๆ ว่าทำไมแกถึงไม่ยอมหุบปากเสียที หลายคนได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดีในช่วงแรก ก่อนจะถูกส่งกลับโต๊ะเดิมหรือโต๊ะอื่น เพื่อให้เขาพล่ามเรื่องเดิมๆ อีกนับสิบรอบแก่ผู้ฟังกลุ่มใหม่
“ทุกคนรู้จักที่แห่งนี้” โจนัส บอกผม เขาเป็นนักแบกเป้ซึ่งมาถึงที่นี่เมื่อสองวันก่อน บางทีเขาอาจมาจากชิลี หรือจากเนบราสก้าก็เป็นได้ “เพื่อนผมมาโบลิเวียเมื่อปีที่แล้ว เขาบอกว่า รูท 36 เป็นบาร์ที่ดีที่สุดในอเมริกาใต้”
คำพูดนั้นอาจไม่เกินจริงหากมอบให้สถานบันเทิงในโบโกต้าหรือริโอ เดอ จาเนโร แต่สำหรับรูท 36 แม้จะมีคนไม่เห็นด้วยว่ามันคือบาร์ที่ดีที่สุดในอเมริกาใต้ ทว่าความแปลกประหลาดและนอกคอกของมันก็ยากจะหาคนปฏิเสธ แม้ในโบลิเวียโคเคนจะเป็นสิ่งเสพติดผิดกฎหมาย แต่นักท่องเที่ยวจำนวนมากอยากมาให้ถึงรูท 36 เพื่อลิ้มลองโคเคนของโบลิเวีย ซึ่งขึ้นชื่อว่าหาง่าย (คนขับแท็กซี่ก็มีขาย) ราคาถูก (กรัมละ 15 ยูโร) และคุณภาพดี (ความบริสุทธิ์มากกว่าโคเคนในสหรัฐฯและยุโรป)
บรรยากาศโดยรวมในรูท 36 ดำเนินไปอย่างสงบ ปราศจากขี้ยาอารมณ์ร้ายและคนคุมบาร์ อีกทั้งไม่มีใครกลัวว่าจะถูกจับ เพราะบริกรคนหนึ่งบอกเราว่า “เจ้าของบาร์จ่ายส่วยให้คนที่ควรจ่ายเป็นประจำ” ขณะที่สื่อมวลชนทั่วโลกพยายามจะออกข่าวว่าสงครามต่อต้านยาเสพติดประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี แต่นักแบกเป้หรือนักโบกรถที่เดินทางสู่กรุงลาปาซเมื่อปีที่แล้วยืนยันตรงกันว่า โคเคนหาง่ายกว่าเมมโมรีสติกหรือสายโทรศัพท์ดีๆ ด้วยซ้ำไป
“ผมเดินทางรอบโลกนาน 9 เดือน จากอินโดไปอาร์เจนติน่า ต้องยอมรับว่าลาปาซเป็นเมืองที่บ้าคลั่งที่สุด และรูท 36 เป็นบาร์ที่ดีที่สุดของทริปนั้น” รัสส์ นักเดินทางรอบโลกชาวออสเตรเลียเขียนไว้ในบล็อกของเขา (http://russpaulrich.wordpress.com) ซึ่งเจ้าของบล็อก “มิสไบรต์ไซด์” (www.missbrightside.com) ได้ออกมาแสดงความคิดเชิงเห็นด้วย “เหมือนการจุดเทียนทั้งสองด้านพร้อมๆ กัน ที่รูท 36 ความสุขของคุณจะลุกโพลงเป็นสองเท่า”

ในโบลิเวีย ผู้คนจำนวนมากไม่ค่อยอยากจดจำว่าโคเคนเป็นสิ่งผิดกฎหมาย ภายในรูท 36 ก็ไม่ค่อยมีใครอยากจะจำว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง ครั้งสุดท้ายผมแขวนตัวเองอยู่ในนั้นนาน 8 ชั่วโมง ได้พบปะพูดคุยกับนักเดินทางแบกเป้จากทั่วโลกซึ่งท้ายที่สุดแทบจะยืนไม่ไหวเพราะความเมา
เป็นไปไม่ได้ที่บาร์แบบนี้จะโผล่ขึ้นในลอนดอนหรือลอส แองเจลิส และกลายเป็นบาร์ชื่อดัง แม้ผมจะไม่ใช่แฟนคลับของการทำสงครามต่อต้านยาเสพติด แต่การไปเปิดบาร์แบบรูท 36 ในยุโรปและอเมริกา จะเป็นไปได้ก็แค่ในฝันลมๆ แล้งๆ ของพวกอนาธิปไตยหรือพวกนอกกฎหมายเท่านั้นเอง
ความจริงแล้วโคเคนไม่ได้ทำให้คนเราขี้เกียจหรือก้าวร้าว แต่เสน่ห์ของมันทรงพลัง ออกฤทธิ์อย่างรวดเร็วและรุนแรง จนหลายคนต้องเดินทางไปโบลิเวียเพื่อหาคำตอบว่าเพราะเหตุใดจึงมีคนขนานนามให้โคเคนว่า “ผงสำหรับเดินทางไกลของชาวโบลิเวีย” (Bolivian Marching Powder)
โคเคนที่รูท 36 ไม่ได้บริสุทธิ์ 100% ดังเช่นบล็อกเกอร์หลายคนเขียนเอาไว้ และไม่ได้ด้อยคุณภาพกว่าที่อื่นเหมือนที่บล็อกเกอร์อีกกลุ่มหนึ่งออกมาวิจารณ์ ความแรงของมันอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน พอที่จะทำให้ขี้ยามึนๆ และช่างพูดช่างคุย แต่ไม่ได้แรงมากถึงขั้นทำให้สลบไสล สมองไม่แล่นหรือทำอะไรไม่ถูก ทุกอย่างถูกเลือกมาเพื่อให้เหมาะกับกลุ่มลูกค้าอย่างดียิ่ง
นักแบกเป้ขายาวคนหนึ่งจากนิวคาสเซิล ทิ้งกายลงบนเก้าอี้ 1 ใน 4 ตัวที่วางอยู่รอบโต๊ะ “เราพาพวกเด็กใหม่มาที่นี่ เป็นครั้งแรกที่พวกเขาได้เสพยา เราแค่แตะยาลงบนริมฝีปากของพวกนั้น นับว่าโชคดี เพราะคุณไม่สามารถเอายากลับบ้านได้ ในลอนดอนคุณต้องจ่าย 50 ปอนด์ สำหรับโคเคน 1 กรัม ซึ่งนั่นก็มากพอที่จะทำให้ปากชา หรือทำให้คุณต้องรีบไปอ้วกในห้องน้ำ”
โคเคนสามารถปลุกสมองของคุณได้อย่างดี คนที่เสพจัดรู้ดีว่ายาตัวนี้ติดง่ายมาก ฤทธิ์ร้ายกาจ และง่ายในการทำลายร่างกายกับสมอง เหตุผลสำคัญในการทำให้โคเคนเป็นสิ่งเสพติดผิดกฎหมายก็เพื่อรักษาสุขภาพของประชาชน
ทว่าจากประสบการณ์ 40 ปีในการออกกฎหมายเพื่อปราบปรามโคเคน ปรากฏว่าไม่สามารถปกป้องชีวิตของคนนับล้านทั่วโลกที่ยินดีเสพยาตัวนี้ได้ และกำไรนับพันล้านดอลลาร์ในแต่ละปีก็ถูกแบ่งปันให้การทุจริตคอรัปชั่นของเจ้าหน้าที่ทุกระดับในแทบทุกประเทศที่มีการแพร่ระบาด
ด้วยเหตุผลทั้งหมดที่กล่าวมา การทำสงครามยาเสพติดจึงส่งผลดีแก่คนเพียงสองกลุ่มเท่านั้น นั่นคือ พวกพ่อค้ายา และเจ้าหน้าที่มือสกปรก ทุกวันนี้ต้องยอมรับว่าสงครามต่อต้านยาเสพติดในกรุงลาปาซประสบความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง เนื่องจากพลังของตลาดเสรีมีชัยชนะเหนือพลังของกฎหมาย
หากลาปาซคือตัวอย่างแห่งอนาคตของสงครามยาเสพติด ดูเหมือนแนวโน้มจะออกมาทำนองว่าเมื่อสงครามจบลง ผู้ชนะที่แท้จริงก็คือผู้บริโภคหรือขี้ยาทั้งหลายนั่นเอง ดังนั้นจึงไม่ควรให้ลาปาซเป็นโมเดลที่ถูกต้องของการทำสงครามยาเสพติด

เรือนจำซาน เปโดร คุกขายโคเคน

ซาน เปโดร คือคุกที่ใหญ่ที่สุดในโบลิเวีย มีนักโทษประมาณ 1,500 คน คุกแห่งนี้ทำไปทำมาเหมือนไม่มีผู้คุม และมีลักษณะไม่ต่างจากโรงงานผลิตโคเคนขนาดใหญ่ คุกโคเคนมีชื่อเสียงโด่งดังไม่แพ้บาร์โคเคน-รูท 36 เพราะในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มีนักท่องเที่ยวจำนวนมากมารออยู่นอกกำแพงคุก และหาทางติดสินบนเจ้าหน้าที่ ขอเข้าไปข้างในเพื่อร่วมงานปาร์ตี้และหาซื้อโคเคนที่ผลิตใหม่ๆ ในราคาเพียงกรัมละ 6 ยูโร แม้แต่ไกด์บุ๊คโลนลี่ แพลเน็ต ยังเคยชี้แนะวิธีการว่าทำอย่างไรถึงจะสามารถเข้าไปในคุกแห่งนี้ได้
ทุกปีจะมีนักท่องเที่ยวนับร้อยนับพันรายยอมจ่ายเงิน 4-40 ยูโร (มากน้อยขึ้นอยู่กับเทคนิคในการต่อรองและการแต่งกาย) สำหรับติดสินบนเจ้าหน้าที่ให้พาเดินผ่านโลกใต้ดินซึ่งตั้งอยู่ใจกลางกรุงลาปาซ ทัวร์คุกอย่างไม่เป็นทางการเริ่มต้นด้วยการชมการทำงานของคนคุก เพราะนักโทษที่นี่ต้องจ่ายค่าห้องด้วยการทำงานแลกที่พัก เช่น ทำครัว ทำความสะอาดสถานที่ ฯลฯ
ภายในคุกมีเด็กนับร้อยคนวิ่งเล่นกันอย่างอิสระ ทุกคนเข้ามาอาศัยอยู่กับพ่อแม่ที่ถูกคุมขัง นักโทษบางคนตัดเย็บเสื้อผ้าส่งไปขายนอกคุก บางกลุ่มช่วยกันปลูกผักบนพื้นที่เล็กๆ ขนาดแมวดิ้นตาย แต่พวกเขาก็ดูแลมันอย่างดีเหมือนสวนหย่อมในพระราชวังบักกิ้งแฮมก็ไม่ปาน และในคุกก็มีพ่อค้ายา ไม่ต่างจากเมืองหรือชุมชนอื่นๆ
ในเรือนจำซาน เปโดร โคเคนถูกปรุงขึ้นมาอย่างหยาบๆ โดยใช้วัตถุดิบที่หาง่าย เช่น น้ำมะนาว ฯลฯ จากนั้นก็นำไปถูกับกำแพงเพื่อเพิ่มความละเอียดในขั้นสุดท้าย เจ้าพ่อยาเสพติดในเรือนจำก็คือพวกที่ถูกจับแต่ยังคงหากินแบบเดิม เพียงแต่เปลี่ยนโค้ดในการซื้อขายเท่านั้นเอง
คุกที่เต็มไปด้วยโคเคน ฟังดูไม่น่าเชื่อเหมือนนิยายมากกว่าเรื่องจริง แต่ถ้าคุณได้อ่านหนังสือ Marching Powder ซึ่งเขียนโดย รัสตี้ ยัง ชาวอังกฤษที่ไปใช้ชีวิตในคุกแห่งนี้นานเป็นปี คุณจะรู้ว่ามันคือความจริง
ความแปลกประหลาดของเรือนจำแห่งนี้ ทำให้ แบรด พิตต์ สนใจอยากเอาไปสร้างหนัง โดยหวังไว้ว่าจะเสร็จออกฉายภายในปี 2010 โดยนำเรื่องราวจากหนังสือมาดัดแปลงเป็นภาพยนตร์ที่ผสมผสานระหว่างความเข้มข้นจริงจังกับอารมณ์ขัน ในสไตล์หนังเรื่อง Traffic บวกกับ A Night In The Museum
นักท่องเที่ยวจำนวนมากอยากไปที่ซาน เปโดร พวกเขาอยากเข้าไปปาร์ตี้ในเรือนจำ เสพโคเคนสดๆ โดยไม่ต้องกลัวว่าจะเข้าคุก (เพราะพวกเขาอยู่ในคุกอยู่แล้ว) ไม่ต้องกลัวว่าจะถูกตำรวจจับ (เพราะตำรวจเป็นผู้ดูแลสถานที่แห่งนี้) และความตื่นเต้นในการเสพยาก็จะเพิ่มเป็นสองเท่าจากประสบการณ์ที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ แต่มันก็เกิดขึ้น
อย่างไรก็ตาม ช่วงต้นปี 2009 ที่ผ่านมา รัฐบาลโบลิเวียออกมาประกาศว่าทัวร์คุกโคเคนยุติแล้ว “ผมมาที่นี่เพื่อหยุดยั้งไม่ให้นักท่องเที่ยวเข้ามาซื้อโคเคน” พัศดีคนใหม่ให้สัมภาษณ์ “พวกแบ็คแพ็กเกอร์หาทางเข้ามาในคุก ไม่เพียงแต่ซื้อโคเคน พวกนั้นยังเข้ามาค้างแรมและจัดปาร์ตี้กันในนี้ ทำให้เราถูกมองเหมือนเป็นตัวตลกของชาวโลก”
แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านยาเสพติดบอกว่ารัฐบาลโบลิเวียเคยออกมาโชว์แบบนี้หลายครั้งแล้ว ดังนั้นพวกเขาจึงไม่เชื่อคำพูดดังกล่าวแม้แต่น้อย “ทุกปีรัฐบาลจะออกมาบอกว่าคุกจะถูกปิด พวกเขาจะผลักดันนักท่องเที่ยวกลับออกมา” นักข่าวหัวเห็ดในลาปาซเล่าให้ฟัง “เมื่อใดที่ทัวร์โคเคนถูกพูดถึงมากเกินไป รัฐบาลจะออกมาขยับตัวครั้งหนึ่ง แต่อีกไม่ช้ามันก็จะถูกเปิดใหม่ เพราะเม็ดเงินหมุนเวียนมหาศาลเกินกว่าใครจะสามารถหยุดยั้งเอาไว้ได้”